ข่าวสำนักงาน ป.ป.ช.
361 ถ.นนกบุรี ต.ท่าทราย อ.เมืองนทบุรี จ.บบทบุรี 11000
21 มกราคม 2569
ความคืบหน้ากรณีกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ส่งคำกล่าวโทษเพื่อดำเนินการ
กับพลตำรวจเอก สุรเชชษฐ์ หักพาล ให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานของรัฐ เพื่อช่วยเหลือในทางคดี
วันนี้ (21 มกราคม 2569) นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.
โนธานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ส่งคำกล่าวโทษเพื่อดำเพื่อดำเนินการ
กับพลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล กรณีให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานของรัฐ เพื่อช่วยเหลือในทางคดี
ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ นั้น
สำนักงาน ป.ป.ช. ขอแถลงความคืบหน้าเบื้องต้นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ดังนี้
ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณากรณีกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
ส่งคำกล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับบุคคคลสองกลุ่ม คือ กรรมการ ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่ของรัฐ และบุคคลอื่น
ซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ป.ช. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 167 และ มาตรา
201 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.พ.ศ. 2561
มาตรา 128 ประกอบมาตรา 169 มาตรา 172 มาตรา 173 และมาตรา 176 แล้ว มีความเห็นดังนี้
กรณีที่มีการกล่าวโทษว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ และบุคคลอื่น ซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ
ป.ป.ช. มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดอาญาตามฐานความผิดข้างต้น เห็นว่า กรณีดังกล่าว
เป็นการกล่าวอ้างว่ากรรมการ ป.ป.ช. ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัญญัติ
แห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย รวมทั้งมีบุคคลอื่นเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด
ทางอาญา รวมทั้งผู้ให้ ผู้ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่กรรมการ เพื่อจูงใจให้กระทำ
การไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธธรรมนูญ
ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงความผิด
ที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. พี่จะไต่สวนความผิดและดำเนินคดี
กับผู้ถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องในคดีไปในคราวเดียวกัน
สำหรับกรณีที่มีการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. ในเรื่องเดียวกัน ตามรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 236 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธธธรรมนูญ
ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.ศ. 2561 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
ช่องทางการติดต่อ
ซื่อสัตย์ เป็นธรรม มืออาชีพ โปร่งใส ตรวจสอบได้
ของทั้งสองสภาหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเช้าชื่อกล่าวหาหากรรมการ
ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบหบัญญัติ
แห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ้าฝืนหรือไม่ปฏิบัติดามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยยื่นต่อ
ประธานรัฐสภา พร้อมด้วยหลักฐานตามสมควร หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำ
ตามที่ถูกกล่าวหา ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ
ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.พ.ศ. 2560
ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม
การพุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 28 (2) ประกอบมาตรา บัญญัติว่า ในกรณีกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าได้กระทำ
ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน่งหน้าที่
ในการยุติธรรม และเป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะต้องดำเนินการไต่สวน
และวิบิจฉัย ซึ่งคดีมีลักษณะของการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกันและความผิดเรื่องใดเรืองหนึ่งจะต้อง
ดำเนินการในคราวเดียวกัน จึงเข้าองค์ประกอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัธธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน
และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 45 ที่จะต้องให้ประธานรัฐสภาพิจารณาเพื่อเสนอเรื่องไปยัง
ประธานศาลฎีกาในการตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญา
ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ที่ประชุมจึงมีมพิส่งเรื่องกล่าวหาคืนพนักงานสอบฮวน เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตาม
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 61
วรรคสอง และดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป
ช่องทางการติดต่อ











