วันเสาร์, มิถุนายน 20, 2026
Latest:
ประเด็นข่าว

นนทบุรี พ่อพาลูกสาวสมาธิสั้นร้องมูลนิธิดัง ถูกหลอกเปิดบัญชีม้า สุดท้ายกลายเป็นผู้ต้องหาเจอหมายเรียกหลายโรงพัก

นนทบุรี พ่อพาลูกสาวสมาธิสั้นร้องมูลนิธิดัง ถูกหลอกเปิดบัญชีม้า สุดท้ายกลายเป็นผู้ต้องหาเจอหมายเรียกหลายโรงพัก เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 14 สิงหาคม 67 ที่มูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ถนนแจ้งวัฒนะ ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายภูมิ อายุ 53 ปี อาชีพ รปภ.พาน้องเจ นามสมมุติ อายุ 19 ปี บุตรสาว เข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิ , ว่าที่ร้อยตรีรภัสสิทธิ์ ภัทรสิริชัยสิน รองประธานมูลนิธิ , นายชาญชัย ฉายบุ ที่ปรึกษามูลนิธิ เพื่อให้ช่วยเหลือหลังลูกสาวตกเป็นผู้ต้องหาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายโรงพัก แจ้งความข้อหาร่วมกันฉ้อโกง เพราะไปเปิดบัญชีม้าให้กับแก๊งมิจฉาชีพ ขณะลูกสาว อายุ 17 ปี เรียนอยู่ชั้นม. 6 โดยลูกสาวตนเอง เป็นเด็กสมาธิสั้นรู้เท่าไม่ถึงการณ์อยากได้เงินมาใช้จ่ายแบ่งเบาภาระให้กับครอบครัว นายภูมิ กล่าวด้วยเสียงเศร้าว่า ตนมีลูก 3 คนๆโตเป็นหญิง คนรองคือน้องเจ คนเล็กเป็นชายก็เป็นเด็กสมาธิสั้นเหมือนพี่สาว เมื่อปี 65 ขณะน้องเจอายุ 17 ปี ยังเรียนอยู่ชั้น ม. 6 โรงเรียนแห่งหนึ่งย่านบางบัวทอง ได้ถูกมิจฉาชีพหลอกลวงให้เปิดบัญชีม้า จนกระทั่งมีหมายเรียก จากเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.บางเขน ให้มาเคลียร์กับผู้เสียหายที่โอนเงินเข้าบัญชีลูกสาว 40,000 บาท โดยทางตำรวจและผู้เสียหายได้ทำบันทึกข้อตกลงให้ตนผ่อนเดือนละ 5,000 บาทเป็นเวลา 8 เดือน และมีการชดใช้ไปให้แล้ว 1 เดือน แล้ว ต่อมาตนยังได้รับหมายเรียกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกหลายโรงพัก เพื่อให้ลูกสาว ไปรับผิดชอบเคลียร์ค่าเสียหายให้กับเจ้าทุกข์ที่โอนเงินเข้ามาในบัญชีลูกสาว ทำให้ตนเองเครียดมากไม่รู้ว่าจะหาเงินที่ไหนไปให้เจ้าทุกข์ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีอีกกี่สิบรายกี่โรงพัก ตนเองเป็นแค่ รปภ. คงไม่มีปัญญาไปชดใช้ แค่ลำพังต้อง พาลูกสาวเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหา ในแต่ละโรงพักแต่ละจังหวัด ก็ไม่รู้จะหาเงินที่ไหนเป็นค่าพาหนะในการเดินทางตนเองจึงอยากให้ทางมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคมเข้ามาช่วยเหลือ เพราะไม่รู้ชีวิตจากนี้ไปตนและครอบครัวจะทำอย่างไรต่อไปได้ น้องเจ เล่าวว่า ในปี 65 ตอนนั้นตนเองอายุ 17 ปี เรียนอยู่ชั้น ม.6 มีหญิงสาวคนหนึ่งทักเฟสเข้ามาที่เฟซตนเองพร้อมทั้งบอกว่า “อยากได้เงินใหม” จากนั้นชักชวนให้ตนเอง ส่งบัตรประชาชนให้ทางเฟซก่อนจะนำบัตรประชาชนตนไปเปิดบัญชีทางออนไลน์ และให้ผลตอบแทนตนมา 300 บาท ซึ่งตอนนั้นตนเองอยากแบ่งเบาภาระพ่อแม่และนำเงินที่ได้ไปซื้ออุปกรณ์การเรียน จึงได้หลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อ ไม่คิดว่าจะทำให้ครอบครัวเดือดร้อนตนเองรู้สึกเสียใจมาก และอยากบอกพวกแก๊งมิจฉาชีพว่าอย่าได้ทำแบบนี้อีกเลยมันทำให้ครอบครัวผู้ที่ตกเป็นเหยื่อต้องได้รับความเดือดร้อน ทางด้านนายรณณรงค์ ประธานมูลนิธิ เผยว่า ขั้นตอนต่อไปตนจะนำผู้เสียหายเดินทางไปร้องเรียนขอความเป็นธรรมที่สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิ์และช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน เนื่องจากน้องเขาเป็นเด็กสมาธิสั้นช่วงระหว่างถูกก่อเหตุก็เป็นเยาวชนอายุแค่ 17 ปี ตนจะทำเรื่องขอความเห็นใจจากที่ต้องขึ้นศาลอาญามาเป็นศาลเยาวชน คิดว่าคงได้รับความเมตตาจากผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้ มิจฉาชีพใช้อุบายแยบยลมาก วันเดียวมีเงินโอนเข้าบัญชีน้องเขาถึง 230,000 กว่า จากนั้นเงินก็ไหลออกไปกลายเป็น 0 มิจฉาชีพรู้ขนาดว่าหลบหลีกการสแกนใบหน้าครั้งละ 50,000 บาท โดยการยักย้ายถ่ายเงินจากในบัญชีสูงสุดแค่ครั้งละ 49,000 บาท เพื่อไม่ต้องสแกนใบหน้า ถือว่ามิจฉาชีพฉลาดมาก คุณพ่อน้องเขามีอาชีพแค่ รปภ.จะเอากำลังที่ไหนมาชดใช้เงินจำนวนมากขนาดนี้ และยังไม่รู้เลยว่าต้องเดินทางไปโรงพักไหนสน.ไหน ของประเทศไทย เพราะเชื่อว่าจะต้องมีผู้เสียหายที่โอนเงินผ่านบัญชีน้องแจ้งความดำเนินคดีเข้ามาอีก มากมายอย่างแน่นอน