ปราจีนบุรี-พิษโลหะหนักถล่มปราจีนฯ ระอุ! คพ.มึนรายงานเลขสลับ “อะลูมิเนียม” พุ่งปรี๊ด ชาวบ้าน-นักอนุรักษ์เดือดจัดซัดรัฐปกป้องทุน ด้านรองผู้ว่าฯ สั่งปูพรมลุยตรวจโรงงานด่วน
ปราจีนบุรี-พิษโลหะหนักถล่มปราจีนฯ ระอุ! คพ.มึนรายงานเลขสลับ “อะลูมิเนียม” พุ่งปรี๊ด ชาวบ้าน-นักอนุรักษ์เดือดจัดซัดรัฐปกป้องทุน ด้านรองผู้ว่าฯ สั่งปูพรมลุยตรวจโรงงานด่วน
(ปราจีนบุรี) – สถานการณ์วิกฤตสิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีนบุรีเดือดระอุขึ้นมาทันที หลังกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ออกมายอมรับความผิดพลาดในการรายงานผลตรวจสารพิษสลับตัวเลขระหว่าง “แอมโมเนีย” กับ “อะลูมิเนียม” ซึ่งพบค่าอะลูมิเนียมสูงลิ่วถึง 0.559–3.547 มก./ลิตร เกินมาตรฐานความปลอดภัยรุนแรง ทำระบบนิเวศพังยับ สัตว์น้ำเสี่ยงตายเฉียบพลัน ขณะที่ชาวบ้านและแกนนำสิ่งแวดล้อมลุยตรวจหน้างานพบ “คราบน้ำมันสีรุ้ง” ทะลักซัดนาข้าวเสียหายหนักเป็นวงกว้าง จวกยับหน่วยงานรัฐโยนขี้ให้รองผู้ว่าฯ รับหน้าเสื่อ ด้าน “นายชนาธิป โคกมณี” รองผวจ. รักษาราชการแทนผวจ.ปราจีนบุรี ไม่นิ่งนอนใจ สั่งปูพรมตรวจโรงงานอุตสาหกรรมกลุ่มเสี่ยงประเภท 105 และ 106 ทันที พร้อมเรียกถกทุกหน่วยด่วนเพื่อกู้ความเชื่อมั่น
เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 25 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี จากกรณีที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ออกมายอมรับถึงความคลาดเคลื่อนในการรายงานผลการตรวจวัดสารพิษในพื้นที่น้ำท่วมจังหวัดปราจีนบุรี โดยมีการสลับตัวเลขระหว่างค่าแอมโมเนียและค่าอะลูมิเนียม ซึ่งพบค่าแอมโมเนียอยู่ที่ 0.559–3.547 มก./ลิตร และค่าอะลูมิเนียมอยู่ที่ 0.22–0.48 มิลลิกรัมต่อลิตรนั้น ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความตื่นตระหนกและข้อกังวลใจอย่างมากต่อความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อม
สอดคล้องกับ นายสนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ที่ได้โพสต์เฟซบุ๊กเตือนภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อมระบุว่า ค่าอะลูมิเนียมในน้ำผิวดินที่ตรวจพบในพื้นที่ 5 จุด (อำเภอกบินทร์บุรี, อำเภอศรีมหาโพธิ, อำเภอเมืองปราจีนบุรี และอำเภอบ้านสร้าง) สูงถึง 0.559–3.547 มก./ลิตร ซึ่งสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง เมื่อเทียบกับเกณฑ์ US EPA ที่กำหนดไว้ว่าสารอะลูมิเนียมในน้ำไม่ควรเกิน 0.087 มก./ลิตร สำหรับผลกระทบเรื้อรัง และไม่เกิน 0.75 มก./ลิตร สำหรับผลกระทบเฉียบพลัน ความเป็นพิษระดับนี้จะทำลายเหงือกปลา ทำให้เกิดเมือกอุดตัน ขัดขวางการแลกเปลี่ยนออกซิเจนจนปลาตายเฉียบพลัน อีกทั้งยังสะสมในดิน ตะกอนน้ำ และเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร โดยมีสาเหตุจากการชะล้างหน้าดินช่วงน้ำหลากและการรั่วไหลของกากอุตสาหกรรม โรงงานเคมี และบ่อกักเก็บของเสียที่ถูกน้ำท่วมทำลายคันกั้น นั้น
นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เปิดเผยว่า ทางจังหวัดไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้เร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงกรมควบคุมมลพิษมาร่วมประชุมหารือในวันอังคารนี้ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงของความผิดพลาดในการรายงานข้อมูล พร้อมกำหนดจุดตรวจวัดคุณภาพน้ำในแต่ละจุดให้มีความชัดเจนครอบคลุมทั่วทั้งจังหวัด มีการกำหนดช่วงเวลาและตรวจซ้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อยืนยันความถูกต้องและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
นอกจากนี้ ทางจังหวัดได้สั่งการให้อุตสาหกรรมจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานประเภท 105 และ 106 ตั้งแต่วันจันทร์นี้เป็นต้นไปอย่างเข้มข้น เพื่อปูพรมตรวจความปลอดภัยและป้องกันการรั่วไหลของสารเคมี ส่วนประเด็นน้ำประปา การประปาส่วนภูมิภาคมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำดิบอย่างต่อเนื่องและรายงานให้ทางจังหวัดทราบตลอดเวลา ขณะที่น้ำประปาหมู่บ้านในพื้นที่ชนบทได้ประสานนายอำเภอแจ้งเตือนประชาชน หากหมู่บ้านใดวิตกกังวลสามารถขอความร่วมมือให้สำนักงานประปาส่วนภูมิภาคหรือห้องปฏิบัติการตรวจสอบค่าเบื้องต้นได้ทันที ทั้งนี้ ทางจังหวัดได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีนบุรี เป็นฝ่ายเลขานุการเร่งจัดประชุมร่วมกับทุกฝ่าย ทั้งมาตรการป้องกัน การแก้ไขระยะสั้น และแผนเยียวยาในระยะยาว โดยสถานการณ์ระดับน้ำภาพรวมในพื้นที่อำเภอบ้านสร้าง พบว่าระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่องวันละประมาณ 4-5 เซนติเมตร
ขณะที่ นายวีระยุทธ ทองกล่ำ หรือ ผู้ใหญ่เจี๊ยบ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ และประธานอาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อมอำเภอศรีมหาโพธิ เปิดเผยถึงผลกระทบในพื้นที่ว่า ชาวบ้านตั้งแต่หมู่ 1 ถึงหมู่ 7 (ยกเว้นหมู่ 9 ที่อยู่บนดอน) ต้องเผชิญกับปัญหากลิ่นเหม็นและคราบน้ำมันสีรุ้งที่มากับกระแสน้ำ ซึ่งมีต้นตอจากภูเขาขยะและโรงงานอุตสาหกรรม ส่งผลให้นาข้าวเสียหายอย่างหนัก เนื่องจากช่วงกลางคืนคราบน้ำมันและก๊าซพิษจะลอยตัวแผ่กระจายปกคลุมผืนนาทำให้ต้นข้าวเหลืองตายเป็นแปลงๆ น้ำในคลองดำสนิทไหลยาวกว่า 10 กิโลเมตรถึงทุ่งกระทุ่ม ชาวบ้านกังวลใจว่าเมื่อน้ำแห้ง สารเคมีและโลหะหนักจะตกค้างในดินทำลายอาชีพเกษตรกรรมระยะยาว
นายวีระยุทธ ระบุด้วยว่า ตัวแทนชาวบ้านกว่า 2,000 คน ได้รวมตัวยื่นข้อเรียกร้องให้สั่งปิดและขนย้ายกากของเสียพร้อมเยียวยาด่วน พร้อมมองว่ากรณีที่ คพ. ออกมาชี้แจงตัวเลขสลับกัน อาจเป็นการพยายามบิดเบือนข้อมูลเพื่อป้องกันไม่ให้ภาคเอกชนถูกตรวจสอบ ทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่น มองว่าภาครัฐมักให้ความช่วยเหลือกลุ่มทุนมากกว่าชาวบ้านตาดำๆ
ด้าน นายสุนทร คมคาย ประธานอาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อมอำเภอกบินทร์บุรี และแกนนำกลุ่มปราจีนเข้มแข็ง นำทีมลุยตรวจติดตามสถานการณ์คราบน้ำมันสีรุ้งที่แพร่กระจายไปถึงทุ่งแพ้ว อ.บ้านสร้าง พร้อมแนะแนวทางแก้ไขจุดบกพร่องในการติดตั้งทุ่นกักคราบน้ำมัน (Boom) บริเวณสะพานหน้าเทศบาลใกล้แยกไฟแดงโคกปีบ และสะพานบางพลวง อ.ศรีมโหสถ ซึ่งพบปัญหาทุ่นกักน้ำมันจมน้ำเนื่องจากระดับน้ำและกระแสน้ำทำให้หมดประโยชน์ จึงต้องเร่งประสานชาวบ้านช่วยกันเฝ้าระวังดึงขึ้นมาลอยเหนือน้ำใหม่
นายสุนทร ได้แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า แม้ความผิดพลาดในการประกาศผลตรวจสารพิษของ คพ. จะเกิดขึ้นได้ แต่เป็นเรื่องที่สร้างความตื่นตระหนกเพราะประชาชนให้ความสนใจสูง หน่วยงานควรกลั่นกรองให้รอบคอบก่อนประกาศ การที่หน่วยงานรัฐนำผลตรวจที่ผิดพลาดมาให้ระดับรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นายชนาธิป โคกมณี) เป็นผู้แถลงข่าว จนต้องมารับหน้าเสื่อและรับผิดชอบกระแสสังคมเชิงลบ ถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง หน่วยงานต้นสังกัดควรเป็นผู้แถลงและรับผิดชอบข้อมูลของตนเองโดยตรง เพื่อไม่ให้ประชาชนสิ้นศรัทธา พร้อมย้ำว่าวิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการ X-ray ตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องสงสัยทุกแห่งเพื่อปฏิรูปสิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีนบุรีอย่างจริงจัง
###มานิตย์ สนับบุญ / ปราจีนบุรี / 25102569###

