นายกอ๋า” กางแผนรับมือน้ำท่วมยะลา ผนึกท้องถิ่นเปิดทางน้ำ 2 ฝั่ง ติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า 72 ชั่วโมง ชงสร้าง “แก้มลิงยักษ์” แก้น้ำท่วมยั่งยืน
“นายกอ๋า” กางแผนรับมือน้ำท่วมยะลา ผนึกท้องถิ่นเปิดทางน้ำ 2 ฝั่ง ติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า 72 ชั่วโมง ชงสร้าง “แก้มลิงยักษ์” แก้น้ำท่วมยั่งยืน
เทศบาลนครยะลาเดินหน้าแผนบริหารจัดการน้ำเชิงรุก บูรณาการท้องถิ่นรอบเมืองเร่งเปิดทางระบายน้ำทั้งฝั่งแม่น้ำปัตตานีและเทือกเขาบือยอ พร้อมพัฒนาระบบตรวจวัดน้ำและปริมาณฝน คาดการณ์ล่วงหน้าได้ 72 ชั่วโมง วางแผนอพยพกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นระบบ หากเกิดน้ำหลากเตรียมแจ้งเตือนประชาชนผ่านไซเรน Line OA เฟซบุ๊ก และ Cell Broadcast ย้ำเป้าหมายสำคัญคือการลดความสูญเสียและสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนในระยะยาว
เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมช้างเผือก อาคารอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) เทศบาลนครยะลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา เทศบาลนครยะลาจัดประชุมและฝึกอบรมการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยในเขตเทศบาลนครยะลาและพื้นที่ประสบภัยโดยรอบ ประจำปี 2569 เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ การรับมือภัยธรรมชาติ และการเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุฉุกเฉิน
นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา เปิดเผยว่า เทศบาลนครยะลาได้วางยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำเชิงรุก โดยประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยรอบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและลดความเสี่ยงจากน้ำท่วม แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 พื้นที่หลัก ได้แก่
1. ฝั่งแม่น้ำปัตตานี เร่งเปิดทางระบายน้ำ ลดปัญหาน้ำท่วมขัง
เทศบาลประสานความร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนตำบลหน้าถ้ำและพื้นที่ต่อเนื่องลงไปจนถึงตำบลตาเซะ เร่งขุดลอกคูคลองและลำรางสาขา ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดฝอยของระบบระบายน้ำ เพื่อเปิดทางให้น้ำไหลลงสู่แม่น้ำปัตตานีได้อย่างรวดเร็ว ลดปัญหาน้ำสะสมในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เสี่ยง
2. ฝั่งเขาบูดี–เทือกเขาบือยอ เร่งแก้ปัญหาน้ำหลากเข้าตัวเมือง
อีกหนึ่งพื้นที่สำคัญคือบริเวณเขาบูดีและเทือกเขาบือยอ ซึ่งเป็นต้นทางของน้ำหลากที่เคยสร้างผลกระทบรุนแรงต่อเขตเมืองในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยเทศบาลนครยะลาบูรณาการความร่วมมือกับเทศบาลตำบลบุดี เทศบาลเมืองสะเตงนอก อบต.บารูงอย อบต.เนินงาม และ อบต.วังพญา เพื่อกำจัดวัชพืชและเปิดทางระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับพื้นที่สะเตงนอก ซึ่งมีการขยายตัวของชุมชนเมืองและการถมดินเพื่อก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรรจนกระทบต่อเส้นทางน้ำเดิม หน่วยงานท้องถิ่นได้ร่วมกันดำเนินการเปิดเส้นทางน้ำใหม่ เพื่อฟื้นฟูทางระบายน้ำตามธรรมชาติและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน
นายพงษ์ศักดิ์กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น จากทั้งความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศโลกและการสูญเสียพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติจากการขยายตัวของเมือง การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถพึ่งพาการระบายน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวางแผนจัดการน้ำทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ
ในระยะยาว จึงเสนอแนวคิดให้เทศบาลนครยะลา เทศบาลเมืองสะเตงนอก เทศบาลตำบลบุดี และพื้นที่ท่าสาปกับยุโป ร่วมกันพิจารณาจัดหาพื้นที่เพื่อพัฒนา “แก้มลิงขนาดใหญ่” สำหรับกักเก็บน้ำส่วนเกินในช่วงฝนตกหนัก ควบคู่กับการขยายแนวลำน้ำปัตตานีตามความเหมาะสม เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำและคืนสมดุลให้ระบบธรรมชาติ อันจะเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนในอนาคต
ติดตั้งสถานีตรวจวัดน้ำ คาดการณ์ล่วงหน้า 72 ชั่วโมง เตรียมแจ้งเตือนก่อนน้ำหลาก
ด้านระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัย เทศบาลนครยะลาได้ติดตั้งสถานีตรวจวัดระดับน้ำและปริมาณน้ำฝนตามแนวลุ่มน้ำ เพื่อใช้ติดตามสถานการณ์และประเมินความเสี่ยง โดยฝั่งแม่น้ำปัตตานีมีการติดตั้งสถานีตั้งแต่พื้นที่บันนังสตา กรงปินัง และยะหา ต่อเนื่องถึงบริเวณสะพานท่าสาปหน้าเรือนจำ ส่วนฝั่งบูดีมุ่งติดตามสถานการณ์น้ำที่ไหลลงมาจากพื้นที่ต้นน้ำ
ระบบดังกล่าวใช้ข้อมูลประกอบการประเมินสถานการณ์ รวมถึงข้อมูลเรดาร์อุตุนิยมวิทยา เพื่อคาดการณ์สภาพอากาศล่วงหน้าได้ถึง 72 ชั่วโมง และหากตรวจพบมวลน้ำหลากจากเทือกเขาบือยอเคลื่อนตัวเข้าใกล้เขตเมือง จะมีการแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าอย่างน้อย 6 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงและเตรียมความพร้อมรับมือได้ทันท่วงที
สำหรับการแจ้งเตือนฉุกเฉิน เทศบาลเตรียมใช้ช่องทางต่าง ๆ ได้แก่ สัญญาณไซเรน Line Official Account (Line OA) เฟซบุ๊กเทศบาลนครยะลา และการประสานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast ซึ่งส่งข้อความฉุกเฉินไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย ทั้งนี้ การแจ้งเตือนจะดำเนินการตามระดับความเสี่ยงและเกณฑ์เฝ้าระวังที่หน่วยงานกำหนด

ปักหมุดบ้านกลุ่มเปราะบาง วางแผนอพยพถึงที่ปลอดภัย
ขณะเดียวกัน เทศบาลนครยะลาได้จัดทำแผนที่ระบุพิกัดกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ล่วงหน้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าช่วยเหลือและอพยพได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤต โดยให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกกับผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพัง เด็ก และหญิงตั้งครรภ์
สำหรับสถานที่รองรับกลุ่มเปราะบาง ได้เตรียมอาคารพระเศวตสุรคชาธารเป็นศูนย์พักพิงเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้สามารถดูแลและประสานความช่วยเหลือทางการแพทย์ได้อย่างใกล้ชิด ส่วนประชาชนทั่วไปได้เตรียมศูนย์พักพิงตามโรงเรียนเทศบาล พร้อมประสานศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อใช้ประโยชน์จากอาคารชางลีและจุดจอดรถเป็นพื้นที่รองรับประชาชนตามความเหมาะสม
นอกจากการพัฒนาระบบตรวจวัดและแจ้งเตือนแล้ว เทศบาลยังให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้แก่ประชาชน โดยส่งเสริมให้เรียนรู้การใช้งานแอปพลิเคชันติดตามระดับน้ำและข้อมูลสภาพอากาศ เพื่อให้สามารถประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นและตัดสินใจเตรียมความพร้อมได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องรอให้เกิดสถานการณ์รุนแรงก่อนจึงเริ่มดำเนินการ
นายพงษ์ศักดิ์กล่าวย้ำว่า การรับมืออุทกภัยให้มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน
ทั้งนี้ ประชาชนในเขตเทศบาลนครยะลาที่ต้องการขอความช่วยเหลือหรือแจ้งเหตุฉุกเฉิน สามารถติดต่อสายด่วน 199 ตลอด 24 ชั่วโมง
เทศบาลนครยะลายืนยันเดินหน้าทั้งมาตรการระยะเร่งด่วนและแผนพัฒนาระยะยาว ตั้งแต่การเปิดทางระบายน้ำ การใช้เทคโนโลยีเตือนภัย การเตรียมแผนอพยพ ไปจนถึงแนวคิดสร้างแก้มลิงขนาดใหญ่ เพื่อให้เมืองยะลามีความพร้อมรับมือกับความแปรปรวนของสภาพอากาศ และลดความสูญเสียจากอุทกภัยให้ได้มากที่สุด
