สืบนครบาล-สน.ปทุมวัน บุก ช่วย นศ. เหยื่อแก๊งคอลฯ หลอกกักขังตัวเอง-ใช้กาแฟผสมน้ำหวานทาตัวแกล้งเป็นคราบเลือดรีดเงินพ่อแม่ 3 แสน
สืบนครบาล-สน.ปทุมวัน บุก ช่วย นศ. เหยื่อแก๊งคอลฯ หลอกกักขังตัวเอง-ใช้กาแฟผสมน้ำหวานทาตัวแกล้งเป็นคราบเลือดรีดเงินพ่อแม่ 3 แสน
เมื่อวันที่ 17 ต.ค.พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผบ.ตร., พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร รอง ผบช.น., พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. และ พล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.6 สั่งการให้ พ.ต.อ.ศิริชาติ จันทร์พรมมา ผกก.สน.ปทุมวัน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สืบนครบาล (IDMB), กก.สส.บก.น.6 และ สน.ปทุมวัน นำกำลังเข้าช่วยเหลือนายแบงก์ (นามสมมุติ) อายุ 19 ปี เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านปทุมวัน สามารถเข้าช่วยไว้ได้ที่ห้องพักรายวันแห่งหนึ่ง ในซอยศาสนา ถนนพระราม 6 แขวงและเขตพญาไท กทม.
สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ ตำรวจ สน.ปทุมวัน ได้รับแจ้งจากผู้ปกครองของนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านปทุมวันว่า ลูกชายหายตัวไป จากบ้านพักและพยายามทำร้ายตัวเอง กระทั่งเมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบทราบพิกัดและเข้าตรวจสอบห้องพักรายวันแห่งหนึ่ง ในซอยศาสนา ย่านพญาไท ก่อนเข้าช่วยเหลือตัวนักศึกษาผู้เสียหายไว้ได้อย่างปลอดภัย
ขณะเข้าทำการช่วยเหลือนั้น พบว่าผู้เสียหายยังคงถือสายคุยโทรศัพท์อยู่กับกลุ่มมิจฉาชีพ แต่เมื่อคนร้ายรู้ตัวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าถึงตัวผู้เสียหายแล้ว จึงรีบตัดสายและยุติการติดต่อทันที
จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า เมื่อวันที่ 16 ต.ค. ที่ผ่านมา มิจฉาชีพได้โทรศัพท์หาผู้เสียหาย อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ค่ายโทรศัพท์มือถือ แจ้งว่ามีคนนำเลขบัตรประชาชน 13 หลักไปเปิดเบอร์เพื่อใช้กระทำความผิดเกี่ยวกับฟอกเงิน โดยระบุเลขบัตรประชาชนได้ถูกต้องจนผู้เสียหายหลงเชื่อ จากนั้นได้โอนสายให้บุคคลที่อ้างเป็นตำรวจต่างจังหวัดผู้รับผิดชอบคดี ให้ติดต่อผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ในห้อง “ห้องสอบสวน” ก่อนใช้อุบายข่มขู่กดดันให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ใจ จนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปรวม 36,000 บาท
คนร้ายยังสั่งให้ผู้เสียหายย้ายออกจากห้องพักเดิมไปเปิดห้องพักรายวัน ปิดเบอร์โทรศัพท์เดิมแล้วใช้เบอร์ใหม่เพื่อตัดการติดต่อจากครอบครัว พร้อมกับหลอกเอา OTP ไปสวมรอยเข้าควบคุมแอปพลิเคชันไลน์ เพื่อใช้หลอกลวงญาติพี่น้องต่อ และเมื่อทราบว่าผู้เสียหายหมดเงินแล้ว จึงเปลี่ยนแผนให้ผู้เสียหายโกหกบิดามารดาว่า “สอบได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ” ต้องใช้เงินค่าใช้จ่าย 200,000–300,000 บาท ก่อนจะสั่งให้ผู้เสียหายสร้างสถานการณ์ว่าถูกทำร้ายและกักขัง ด้วยการใช้น้ำหวานสีแดงผสมกาแฟทาตามร่างกายและผนังห้องให้ดูเหมือนคราบเลือด เพื่อส่งภาพไปข่มขู่เรียกค่าไถ่จากผู้ปกครอง กระทั่งบิดามารดาเกิดความสงสัยเรื่องทุนการศึกษา จึงได้ประสานไปยังอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง จนทราบว่าไม่มีทุนดังกล่าวจริง และเชื่อว่าลูกกำลังตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที
ด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบัญชาการตำรวจนครบาล จึงขอฝากเตือนภัยประชาชนและนักศึกษา ให้ระมัดระวังกลโกงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์รูปแบบใหม่ที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มนักศึกษา โดยสร้างเรื่องข่มขู่ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาญา เพื่อหลอกเอาเงินหรือข่มขู่เอาชีวิต หากเจอสายโทรศัพท์ในลักษณะข่มขู่หรืออ้างเป็นเจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบเงิน ให้ทำการ “ตัดสายทิ้งทันที” และอย่าหลงเชื่อโอนเงินโดยเด็ดขาด.
///

