ยะลาเปิดเวที “มหกรรมวิถีไท” ระดมพลังประชาชน 4 จังหวัดชายแดนใต้ หมอพลเดชเสนอใช้พลังจิตอาสาขับเคลื่อนสันติสุข ตั้งเป้า 5 ปีคลี่คลายไฟใต้ พร้อมชู 4 เสาหลักฝ่าวิกฤติชาติ
ยะลาเปิดเวที “มหกรรมวิถีไท” ระดมพลังประชาชน 4 จังหวัดชายแดนใต้ หมอพลเดชเสนอใช้พลังจิตอาสาขับเคลื่อนสันติสุข ตั้งเป้า 5 ปีคลี่คลายไฟใต้ พร้อมชู 4 เสาหลักฝ่าวิกฤติชาติ

ยะลา – เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
เขตเทศบาลนครยะลา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ทางสถาบันเครือข่ายวิถีไท ร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายจากภาครัฐและภาคเอกชนทั่วประเทศ จัดเวทีสาธารณะ “มหกรรมวิถีไท สู่สันติสุขชายแดนใต้” เปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ระดมข้อเสนอ และหาแนวทางพาประเทศก้าวข้ามวิกฤติด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง โดยมีแกนนำเครือข่ายและประชาชนจาก 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา เข้าร่วมกว่า 1,000 คน
การจัดงานครั้งนี้นำโดย นพ.พลเดช ปิ่นปทีป ประธานสถาบันเครือข่ายวิถีไท พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสถาบันฯ ได้แก่ นายณัฐนันท์ พงศ์ภูริพัฒน์ รองประธานฝ่ายยุทธศาสตร์และการวางแผน ดร.ประสาทพร สีกงพลี รองประธานฝ่ายการเมืองและความมั่นคง ดร.ปัญญา ชัยรัตนพานิช รองประธานฝ่ายอำนวยการ นายนันทปรีชา คำทอง รองประธานฝ่ายรับเรื่องราวร้องทุกข์ และนายสุรพงษ์ พรมท้าว รองประธานฝ่ายพัฒนาเครือข่ายและส่งเสริมการมีส่วนร่วม พร้อมด้วยตัวแทนภาคประชาชนจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
ภายในงานมีกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและขับเคลื่อนสังคมผ่านมิติทางวัฒนธรรมและคุณธรรม โดยมีปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “สานพลังสังคม วิถีไท วิถีธรรม วิถีทางรอด เพื่อฝ่าข้ามมหาวิกฤติชาติ” โดย นพ.พลเดช ปิ่นปทีป ก่อนเข้าสู่เวทีสานเสวนาหัวข้อ “อดีตที่สวยงาม อนาคตอันสดใส” ซึ่งมีตัวแทนภาคประชาชน ผู้นำศาสนาพุทธและอิสลาม ปราชญ์ชาวบ้าน และผู้แทนภาครัฐ ร่วมสะท้อนมุมมองและเสนอแนวทางสร้างสันติสุขในพื้นที่ชายแดนใต้
หมอพลเดชเสนอปรับแนวทางแก้ไฟใต้ เน้นสังคมนำ เศรษฐกิจหนุน ความมั่นคงตาม
นพ.พลเดช ปิ่นปทีป กล่าวว่า สถาบันเครือข่ายวิถีไทเป็นองค์กรภาคประชาสังคมอิสระที่ขับเคลื่อนด้วยพลังจิตอาสา โดยไม่มีความเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองหรือกลุ่มทุน และมีเครือข่ายสมาชิกครอบคลุมทั่วประเทศ การจัดเวทีครั้งใหญ่ที่จังหวัดยะลามีเป้าหมายเพื่อร่วมกับเครือข่ายภาคใต้สะท้อนสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งดำเนินมายาวนานกว่า 22 ปี
นพ.พลเดชระบุว่า แม้สถานการณ์ในบางช่วงจะมีแนวโน้มคลี่คลาย แต่ความรุนแรงยังสามารถกลับมาปะทุได้อีก จึงตั้งข้อสังเกตว่าแนวทางแก้ไขปัญหาที่เน้นมิติทางการทหารและการเมืองของพรรคการเมืองตลอดช่วงกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา อาจยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน
พร้อมเสนอแนวทางที่เรียกว่า “สังคมนำ เศรษฐกิจหนุน และความมั่นคงตาม” โดยให้ความสำคัญกับพลังของพลเมืองอิสระ ภาคประชาสังคม และจิตอาสา เข้ามามีบทบาทในการสร้างความไว้วางใจ ลดความขัดแย้ง และผลักดันสันติสุขจากฐานราก
“การแก้ปัญหาชายแดนใต้ให้สัมฤทธิผลและสงบได้อย่างแท้จริง ต้องใช้พลังของพลเมืองอิสระและจิตอาสาเป็นหัวใจหลักในการดับไฟใต้ หากใช้แนวทางที่ถูกต้อง เชื่อมั่นว่าจะสามารถยุติความรุนแรงลงได้ภายในกรอบเวลา 5 ปี” นพ.พลเดช กล่าว
ชี้ 4 มหาวิกฤติชาติ กระทบการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง
นพ.พลเดชยังกล่าวถึงสถานการณ์ภาพรวมของประเทศว่า กำลังเผชิญกับ 4 มหาวิกฤติสำคัญที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ประกอบด้วย
1. วิกฤติความชอบธรรมของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยมีข้อกังขาเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือและที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา โดยเฉพาะกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตในการเลือก ส.ว. ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมติดตามอย่างใกล้ชิด
2. วิกฤติความเชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระ โดย นพ.พลเดชมองว่าองค์กรอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผชิญข้อกังขาด้านประสิทธิภาพในการกำกับดูแลและตรวจสอบ ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการเมืองและการใช้อำนาจรัฐ
3. วิกฤติปากท้องและหนี้สินครัวเรือน จากภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นและปัญหาหนี้สิน ซึ่งบั่นทอนกำลังซื้อและความสามารถในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ต้องนำรายได้ส่วนใหญ่ไปชำระหนี้
4. วิกฤติความมั่นคงรอบด้าน ครอบคลุมความตึงเครียดตามแนวชายแดน ความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ตลอดจนภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทั้งแก๊งสแกมเมอร์ อาชญากรรมทางไซเบอร์ และขบวนการค้าสินค้าหนีภาษี
กาง 4 เสาหลักทางรอดชาติ ดันภาคประชาชนมีส่วนร่วมแก้ปัญหา
นพ.พลเดชกล่าวว่า ท่ามกลางข้อจำกัดของระบบการเมืองในการรับมือกับปัญหาหลายด้าน ภาคประชาชนจำเป็นต้องรวมพลัง สร้างความเข้มแข็ง และส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง โดยการลงพื้นที่จังหวัดยะลาครั้งนี้เป็นการนำข้อเสนอที่ผ่านการรวบรวมและตกผลึกจากเวทีทั่วประเทศ 30 เวที มาถ่ายทอดและขยายผลสู่เครือข่ายภาคใต้ ผ่านแนวทาง 4 เสาหลักทางรอดของชาติ ได้แก่
เสาหลักที่ 1 ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ผลักดันให้การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐมีความเข้มแข็ง โปร่งใส และรับผิดชอบต่อสังคม โดยมองว่าการแก้ไขปัญหาทุจริตเป็นภารกิจสำคัญต่ออนาคตของประเทศ
เสาหลักที่ 2 เอาชนะความยากจนของประชาชนระดับรากหญ้า มุ่งแก้ปัญหาปากท้อง ลดภาระทางเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองและดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง
เสาหลักที่ 3 สร้างการเมืองศีลธรรม ลดวงจรการเมืองสีเทาและสีดำ ตลอดจนการเมืองที่ใช้เงินเป็นปัจจัยสำคัญ พร้อมเสนอให้ทบทวนและปรับปรุงกติกาการเลือกตั้ง เพื่อส่งเสริมระบบการเมืองที่สุจริตและตรวจสอบได้
เสาหลักที่ 4 วางระบบความมั่นคงและความปลอดภัยในชีวิต มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความมั่นคงอย่างยั่งยืน
เวที “มหกรรมวิถีไท สู่สันติสุขชายแดนใต้” จึงเป็นอีกพื้นที่หนึ่งในการเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชนและเครือข่ายภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาสังคมและแนวทางแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ โดยข้อเสนอสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการเพิ่มบทบาทของภาคประชาสังคม การสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก และการเชื่อมโยงการแก้ไขปัญหาความมั่นคงเข้ากับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว
