ปทุมธานี ผบช,ภาค1 จับแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกนักศึกษาทั้งที่อยู่ในบ้านกับพ่อแม่
ปทุมธานี ผบช,ภาค1 จับแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกนักศึกษาทั้งที่อยู่ในบ้านกับพ่อแม่
เมื่อเวลา 08:30 น. วันที่ 5 ตุลาคม 2569 พล.ต.ท. นราเดช ทรักษ์ ผบช.ภาค1 ,พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผบก.ภจว. ปทุมธานี , พ.ต.อ. อดิเรก โพธิปัน ผกก.สภ. ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ,พ.ต.อ.พีรศักดิ์ รอดบน รอง ผบก.สส.ภ.1 ,พ.ต.อ.หฤษฎ์ คำจุมพล ผกก.สส.ภ.จว.ปทุมธานี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนภาค 1 ,สืบสวนจังหวัดปทุมธานีและสืบสวน สภ. ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ร่วมแถลงข่าวจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงนักศึกษา โดยคดีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่สามตุลาคม 2569 เวลา 10 14:20 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ธนาคารออมสินสาขาฟิวเจอร์พาร์ครังสิตจังหวัดปทุมธานี ถึงความผิดปกติในการถอนเงินของผู้เสียหาย อายุ 19 ปี ซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี
โดยถอนเงินจากสลากออมสินจำนวน 1,200,000 บาท โดยใช้ใบแจ้งความว่าสลากออมสินหายจากสน. ดอนดอนเมือง พร้อมนำบัตรประชาชน แสดงตัวตนมายื่นกับทางธนาคารเพื่อถอนเงินไป จากนั้นในวันเดียวกันได้นำสมุดบัญชีเงินฝากของธนาคารออมสินมาถอนเงินออกจากบัญชีจำนวน 1,300,000 บาท ซึ่งในระหว่างดำเนินการผู้เสียหายมีการใช้โทรศัพท์วีดีโอคอล ทำให้เจ้าหน้าที่ธนาคารออมสินเห็นความผิดปกติ จึงได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ทำการตรวจสอบ
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ทำการวางแผนจับกุมและสามารถจับกุมผู้ต้องหาที่มารับเงินได้ที่บริเวณลานจอดรถ ห้างฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ทราบชื่อคือ นายกชพงษ์ อายุ 25 ปี พร้อมด้วยของกลางเป็นเงินสดจำนวน 1,200,000 บาท
ซึ่งนายกชพงศ์ ผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า ตนเองมีหน้าที่รับเงินแล้วนำส่งให้แก่คนจีนย่านห้วยขวาง กทม จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้วางแผนการจับกุมคนจีนผู้รับเงินต่อ บริเวณริมถนนเทียมร่วมมิตร ข้างอาคารศูนย์ซ่อมบำรุงหลัก โครงการรถไฟฟ้ามหานคร เขตห้วยขวาง กรุงเทพ และจังหวะนั้นเมื่อ นายกชพงศ์ นำเงินมาส่งมอบให้กับคนจีน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการจับกุมตัวผู้ที่มารับเงินต่อ ทราบชื่อคือ นาย CHAN LOK LOI อายุ 40 ปี สัญชาติมาเก๊า ซึ่งให้การรับสารภาพว่า มีหน้าที่รับเงินเพื่อนำส่งต่อให้กับผู้สั่งการต่อไป จากนั้นได้นำตัว ไปตรวจตรวจค้นห้องห้องพักซึ่งเป็นคอนโดภายในซอยประชาราษฎร์บำเพ็ญ 20 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพ ผลการตรวจค้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาความผิด “ ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น” จากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งสองรายส่งดำเนินคดีตามกฎหมายที่สภ. ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ จังหวัดปทุมธานี และเงินของกลางที่สามารถตรวจยึดไว้ได้ ได้ส่งมอบคืนให้กับผู้เสียหาย เป็นจำนวนเงิน 1,200,000 บาท
ด้านผู้ปกครองของผู้เสียหายได้เดินทางรับเงินจำนวน 1,200,000 บาท พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สามารถดำเนินการติดตามจับกุมคนร้ายที่หลอกลวงลูกชายและได้เงินคืนครบทั้งหมด พร้อมทั้งกล่าวเปิดเผยว่า เหตุการณ์วันนั้นตนเองได้เดินไปเรียกลูกชายซึ่งมักจะเก็บตัวอยู่ในห้องไม่ค่อยออกมาจากห้อง แต่วันนั้นตนเองจะให้ลูกทำธุรกรรมเกี่ยวกับโทรศัพท์ให้จึงได้เรียกลูกออกมาจากห้อง เพื่อดูโทรศัพท์ แต่ได้สังเกตว่าลูกมีหูฟังติดอยู่ที่หูตลอดเวลาและลักษณะคล้ายคุยกับใคร จึงรู้สึกเอะใจ และได้ถามว่าวันนี้ไม่มีเรียนหรอแต่ลูกกลับบอกว่าไม่มีแล้วกลับห้องไป กระทั่งเมื่อช่วงบ่ายลูกออกไปจากบ้านแจ้งว่าจะไปธุระ และเมื่อมาตรวจเช็คดูพบว่ารถยนต์ของลูกอยู่ที่ห้างฟิวเจอร์พาร์ครังสิต แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร กระทั่งมาทราบเรื่องว่าลูกถูก แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอก ซึ่งสลากออมสินตนเองและภรรยาได้ซื้อไว้เพื่อเป็นกองทุนในอนาคตให้สำหรับลูกซึ่งลูกชายก็ทราบว่ามีทรัพย์สินตรงนี้อยู่ แต่สลากออมสิน จะอยู่ที่ตู้เซฟของแม่ ซึ่งไม่สามารถเอาออกไปได้แน่นอน แต่แก๊งมิจฉาชีพใช้วิธีการที่คาดว่า ลูกชายน่าจะ ถูกข่มขู่จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์และให้ไปแจ้งความว่าสลากหาย จากนั้นก็ดำเนินการถอนสลากออกมาได้เนื่องจากเป็นชื่อของลูกชายตนเอง โชคดีที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมไว้ได้และตนเองได้เงินคืนทั้งหมด
ด้านพล.ต.ท. นราเดช ทรักษ์ ผบช.ภาค1 กล่าวเปิดเผยว่า วิธีการหลอกลวงของพวกกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จะใช้วิธีการข่มขู่แสดงตัวทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวว่าเป็นผู้กระทำความผิดและใช้วิธีการหลอกล่อซึ่งส่วนมากพบว่าเป็นนักศึกษา ส่วนผู้เสียหายรายนี้เป็นนักศึกษาที่อยู่อยู่กับพ่อแม่ภายในบ้านด้วย แต่เป็นคนเก็บตัวคนเดียวในห้องจึงทำให้ผู้ปกครองไม่ได้สังเกตซึ่งแก๊งคอลเซนเตอร์มักจะไม่ได้เลือกว่านักศึกษาจะอยู่ภายในหอพักแต่พยายามจะแจ้งว่าไม่ให้บอกพ่อกับแม่หรือบอกใคร อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำ MOU ร่วมกับทางธนาคารเพื่อให้สังเกตความผิดปกติเกี่ยวกับการเบิกเงินในลูกค้าที่มีอายุน้อย และขอให้ประชาชนอย่าหลงกลกลุ่มมิจฉาชีพ ขอให้ตั้งสติ อย่ากลัว ตัดสายทิ้ง ปรึกษาคนใกล้ชิด และโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

