ตำรวจขยายผลยุทธการ ‘Ghost Drivers’ แกะรอยเส้นทางรอง สกัดจับรถขนชาวจีน 2 คัน รวบ 4 ผู้ต้องหา”
ตำรวจขยายผลยุทธการ ‘Ghost Drivers’
แกะรอยเส้นทางรอง สกัดจับรถขนชาวจีน 2 คัน รวบ 4 ผู้ต้องหา”
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวงภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล.,พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.มีชัย กำเนิดพรม รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.นโรตม์ ยุวบูรณ์ ผกก.3 บก.ทล., พ.ต.ท.ตุลยวัต เมืองทอง, พ.ต.ท.ศุภฤกษ์ เคหะทุ่ม รอง ผกก.3 บก.ทล., พ.ต.ท.อิทธิศักดิ์ ค้ำคูณ สวญ.ส.ทล.2 กก.3 บก.ทล., พ.ต.ต.บดี ดวนพล สว.ส.ทล.2 กก.3 บก.ทล.
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ร.ต.อ.ภิเชศ นาเมืองรักษ์ รอง สว.ส.ทล.2 กก.3 บก.ทล., ร.ต.ท.ศิริพงษ์ ฉ่ำศิริ,
ร.ต.ต.ฉัตรติญา สุขสาร, ร.ต.ต.เดชอุดม ต่อน้อย รองสว.(ป) ส.ทล.2 กก.3 บก.ทล.,
ร่วมกันจับกุม ผู้ต้องหา จำนวน 4 ราย ดังนี้
1.นายพิทักษ์ ฯ อายุ 51 ปี สัญชาติไทย
2.นางสาวสุพรรณ ฯ อายุ 45 ปี สัญชาติไทย
3.MR. WU XUEFENG อายุ 27 ปี สัญชาติจีน
4.MR. HUANG LIANG HU อายุ 29 ปี สัญชาติจีน
โดยผู้ต้องหาที่ 1-2 ถูกแจ้งข้อกล่าวหาฐาน “ร่วมกันช่วยเหลือ ซ่อนเร้น หรือกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุม”
ผู้ต้องหาที่ 3, 4, ถูกแจ้งข้อกล่าวหาฐาน “เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง และหลบหนีการตรวจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง”
พร้อมตรวจยึดของกลาง จำนวน 3 รายการ ( 9 ชิ้น ) ดังนี้
1. รถยนต์ยี่ห้อ TOYOTA รุ่น COROLLA ALTIS สีเทา ทะเบียน 8กษ 11XX กรุงเทพมหานคร 1 คัน
2. รถยนต์ยี่ห้อ TOYOTA รุ่น FORTUNER สีเทา ทะเบียน 8กว 43XX กรุงเทพมหานคร 1 คัน
3. โทรศัพท์มือถือ 7 เครื่อง
สถานที่จับกุม ภายในสถานีบริการน้ำมันฯ ริมทางหลวงหมายเลข 3245 ขาเข้ากรุงเทพมหานคร ต.วัดสุวรรณ อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี
สืบเนื่องจากยุทธการ “Ghost Drivers” เมื่อช่วงเดือน พฤษภาคม 2569 ซึ่งกองบังคับการตำรวจทางหลวงได้กวาดล้างขบวนการลักลอบขนส่งบุคคลสัญชาติจีน และดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องในความผิดฐานนำพาคนต่างด้าว อั้งยี่ และฟอกเงิน จำนวน 26 ราย
ต่อมาตำรวจทางหลวงชลบุรี ได้ขยายผลจับกุมรถของเครือข่ายเพิ่มเติมอีก 2 คัน บริเวณทล.344 ในพื้นที่ อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรีพร้อมผู้ต้องหาคนขับชาวไทย 2 ราย และชาวจีนลักลอบเข้าเมือง 7 ราย
หลังการจับกุมทั้งสองครั้งเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมยังคงเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มรถต้องสงสัยอย่างต่อเนื่อง และพบว่าเครือข่ายเปลี่ยนจากการใช้ทางหลวงสายหลักเปลี่ยนมาใช้ทางหลวงสายรอง ซึ่งเป็นเส้นทางที่เงียบ มีการจราจรเบาบาง และแทบไม่มีจุดตรวจ เพื่อลำเลียงบุคคลจากพื้นที่ชายแดน อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ไปยังกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทั้งยังเพิ่มความระมัดระวังโดยจัดรถออกเป็นสองคัน แบ่งหน้าที่ขับนำทางคอยสังเกตการณ์ และรถรับส่งคนต่างด้าว พร้อมติดต่อประสานงานกัน ผ่านแอปพลิเคชันสนทนาตลอดเส้นทาง เจ้าหน้าที่จึงนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์และวางแผนสกัดจับกุม
ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชลบุรี ติดตามรถยนต์ต้องสงสัย 2 คัน จนพบว่าเลี้ยวเข้าไปในสถานีบริการน้ำมัน ฯ ต.วัดสุวรรณ อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี จึงทำการตรวจสอบรถยนต์คันแรกยี่ห้อ TOYOTA รุ่น COROLLA ALTIS สีเทา ทะเบียน 8กษ 11XX กทม. โดยมีนายพิทักษ์ (สงวนนามสกุล) เป็นผู้ขับขี่ ภายในรถมีผู้โดยสารชาวจีนจำนวน 2 ราย และไม่สามารถแสดงเอกสารหนังสือเดินทางหรือเอกสารการเข้าเมืองใด ๆ ได้ ส่วนรถยนต์คันที่สองยี่ห้อ TOYOTA รุ่น FORTUNER สีเทา ทะเบียน 8กว 43XX กทม. ซึ่งจอดอยู่บริเวณเดียวกัน ภายในรถพบนางสาวสุพรรณี (สงวนนามสกุล) นั่งบริเวณที่นั่งผู้โดยสารตอนหน้า ให้การว่าเดินทางมากับ นายวิทยา (สงวนนามสกุล) ผู้ขับขี่ ซึ่งทำหน้าที่ขับรถนำทางให้รถของนายพิทักษ์ โดยนายวิทยาได้อาศัยจังหวะที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบรถคันแรกหลบหนีไป ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่านายวิทยาเป็นผู้ต้องหาในคดีลักลอบขนคนจีนที่ถูกจับกุม เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2569 ได้กลับมากระทำความผิดซ้ำ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี
เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ่อทอง .จชลบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมาย และอยู่ระหว่างขยายผลถึงผู้ว่าจ้าง นายหน้า และนายทุนของเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ
จากการสอบถามเบื้องต้น นายพิทักษ์ ฯ ให้การว่ารับการว่าจ้างให้ไปรับชาวจีนทั้ง 2 ราย บริเวณ ต.มะขาม อ.มะขาม จ.จันทบุรี เพื่อส่งกรุงเทพมหานคร ในอัตราค่าจ้างหัวละ 2,000 บาท และเคยรับงานในลักษณะเดียวกันมาแล้วประมาณ 10 ครั้ง ส่วนนายวิทยาและนางสาวสุพรรณีใช้รถอีกคันทำหน้าที่นำทาง แจ้งจุดนัดหมาย และประสานเส้นทางในการรับส่ง โดยได้รับค่าจ้าง 2,500 บาท โดยผู้ว่าจ้างกำชับให้ลบข้อความสนทนาทุกครั้งหลังจบงาน
สำหรับชาวจีนทั้งสองราย ให้การว่าลักลอบเดินเท้าข้ามพรมแดนผ่านช่องทางธรรมชาติ บริเวณ
อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ในเช้าวันเกิดเหตุ โดยมีผู้นำทางชาวกัมพูชาพามาส่งให้รถของขบวนการที่จุดนัดหมาย รายหนึ่งเดินทางมาจากประเทศจีนผ่านเวียดนามและกัมพูชา อีกรายพำนักอยู่ในพื้นที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา มาก่อน ทั้งสองอ้างว่าจะใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศเมียนมาและมาเลเซีย
โดยตกลงชำระค่านำพาตลอดเส้นทางเป็นเงินหลายพันดอลลาร์สหรัฐเมื่อถึงปลายทาง ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบความเชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติในประเทศเพื่อนบ้าน
การจับกุมครั้งนี้สะท้อนว่า แม้เครือข่ายจะปรับเปลี่ยนคนขับ รถ และเส้นทางเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจค้น แต่ด้วยการเฝ้าติดตามและวิเคราะห์พฤติกรรมรถต้องสงสัยอย่างเป็นระบบ ตำรวจทางหลวงสามารถคาดการณ์เส้นทางและวางแผนดักสกัด จนนำไปสู่การจับกุมได้สำเร็จ สำหรับผู้ต้องหาชาวไทยทั้ง 2 ราย อยู่ระหว่างพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม หากพบพยานหลักฐานว่าเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรม รวมถึงความผิดฐาน “อั้งยี่” และตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินและทรัพย์สินของเครือข่าย
“การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน
ให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้อ
งหาข้างต้น”

