ภูมิภาค

นนทบุรี วงจรปิดสลด รถตู้ซิ่งกลางฝนพุ่งชนรถพ่วงข้างแม่ค้าปลาหมึกย่างดับ สามีสาหัส วอนคู่กรณีรับผิดชอบ ลูก 3 คนขาดเสาหลัก

นนทบุรี วงจรปิดสลด รถตู้ซิ่งกลางฝนพุ่งชนรถพ่วงข้างแม่ค้าปลาหมึกย่างดับ สามีสาหัส วอนคู่กรณีรับผิดชอบ ลูก 3 คนขาดเสาหลัก

วันนี้(19 ก.ย.69) เวลา 18.30 น. ผู้สื่อข่าวได้รับเรื่องร้องเรียนจากนางส้มแป้น ศรีถัน อายุ 63 ปี ซึ่งเป็นแม่ของน.ส.พิมพ์พิชชา ปานภู่ อายุ 31 ปี แม่ค้าขายปลาหมึกย่าง-ลูกชิ้นปิ้ง ได้เสียชีวิตหลังเกิดอุบัติเหตุถูกรถตู้พุ่งชนรถจยย.พ่วงข้าง ของน.ส.พิมพ์พิชชา ที่กำลังขายปลาหมึกย่างพร้อมสามีคือนายศิธาธร ต้นเจริญอายุ 31 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส ที่เกิดเหตุ หน้าปั๊ม PT ถนนลาดปลาดุก ต.หนองเพรางาย อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี

ทีมข่าวได้ภาพจากกล้องวงจรปิดวันเกิดเหตุ วันที่ 19 ก.ย.69 เวลา 01.12 น. สามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ขณะรถตู้ขับมาด้วยความเร็วกลางสายฝนมุ่งหน้าแยกไฟแดงหนองเพรางาย ได้พุ่งชนรถจยย.พ่วงข้าง ของสองผัวเมียที่กำลังขายปลาหมึกย่างอย่างจัง โดยถนนดังกล่าวเป็นถนนสองเลนจากภาพรถตู้คันดังกล่าวได้ขับลักษณะเบี่ยงขวาก่อนจะชนผู้เสียชีวิตที่จอดขายอยู่ข้่งฟุตบาต

สอบถามนายวีรศักดิ์ อินทร์ศิริ อายุ 35 ปี เพื่อนของนายศิธาธรสามีผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงกลางดึก โดยเมื่อเวลาประมาณ 01.31 น. นายศิธาธรได้พยายามติดต่อหาเพื่อนผ่านแอปพลิเคชัน Messenger จนกระทั่งแฟนของตนโทรกลับไป จึงทราบว่าเจ้าหน้าที่กู้ชีพเป็นผู้รับสายแทนและแจ้งว่าผู้บาดเจ็บเริ่มหมดสติ เมื่อเดินทางไปถึงโรงพยาบาลเวลาประมาณ 02.00 น. เจ้าหน้าที่มูลนิธิระบุเบื้องต้นว่าเป็นการชนลักษณะประสานงา

แต่เมื่อมีการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและสอบถามผู้บาดเจ็บหลังได้สติ จึงพบว่าผู้บาดเจ็บฝ่ายชาย และแฟนสาว ผู้เสียชีวิต ที่คบหากันมากว่า 20 ปี กำลังจอดรถย่างหมึกและหม่าล่าขายให้กับลูกค้าบริเวณหน้าร้านคาราโอเกะตามปกติ แต่รถของคู่กรณีได้ขับผ่าเลนสวนเข้ามาชนโดยตรงโดยไม่ทราบสาเหตุ คนเห็นเหตุการณ์ในจุดเกิดเหตุได้ถ่ายคลิปไว้ตามที่ส่งให้ผู้สื่อข่าว ได้ให้ข้อมูลกับตนบอกว่าผู้หญิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะที่สามีได้รับบาดเจ็บหนัก มีอาการสับสนเนื่องจากสมองกระทบกระเทือน ในช่วงแรกหลังเกิดเหตุสามียังคงพยายามถามหาแฟนสาว แต่เมื่อถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล กลับมีอาการจำเหตุการณ์ไม่ได้ว่าภรรยาเดินทางมาด้วย นอกจากนี้ ยังมีอาการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง ซึ่งต้องเข้ารับการรักษาและกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง ไม่รู้ว่าจะกลับมาทำงานได้เมื่อไหร่

จากการสอบถามพลเมืองดีพบว่าหลังเกิดเหตุ หลังจากถ่ายคลิปคู่กรณีได้ออกจากที่เกิดเหตุโดยทิ้งรถไว้ ไม่แสดงความยินยอมเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ แต่กลับมีท่าทีเมินเฉย ปัดความรับผิดชอบ และพูดจาในลักษณะกวนๆ นอกจากนี้ พยานแวดล้อมยังให้ข้อมูลว่า ได้ยินกลิ่นแอลกอฮอล์จากตัวคู่กรณี ก่อนที่คู่กรณีจะหายตัวไปจากจุดเกิดเหตุอย่างน่าสงสัย ทำให้ฝั่งครอบครัวผู้เสียหายกังวลว่าคู่กรณีอาจเป็นผู้มีสีหรือมีอิทธิพลในพื้นที่

​ทั้งสองคนถือเป็นเสาหลักของครอบครัว มีภาระต้องดูแลลูก 3 คน และแม่วัยชรา โดยมีรายได้จากการขายของวันละประมาณ 1,000–2,000 บาทเท่านั้น ตอนนี้ตนซึ่งเป็นเพื่อนรักของสามีแฟนสาวที่เสียชีวิต การที่ลูกๆทั้ง 3 คน สูญเสียแม่และพ่อต้องกลายเป็นผู้ป่วยกายภาพบำบัด ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของเด็กๆ เป็นอย่างมาก ทางครอบครัวจึงยืนยันที่จะดำเนินคดีและเรียกร้องความยุติธรรม รวมถึงการรับผิดชอบจากคู่กรณีให้ถึงที่สุด

น.ส.วิว อายุ 16 ปี ลูกสาวผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงกลางดึกเวลาประมาณตี 1 กว่าๆ โดยคุณยายเดินมาเรียกแฟนตนที่ห้องพักแจ้งว่าเกิดอุบัติเหตุ ตอนแรกตนยังไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัดและพยายามสอบถามถึงอาการและสถานที่อยู่ของคุณแม่ ปลายสายเพียงแต่บอกให้เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ จึงตัดสินใจให้แฟนและคุณยายออกไปดู และพยายามประสานงานกับคุณลุงและคุณป้าให้ช่วยติดต่อคุณแม่ กระทั่งช่วงเช้าเวลาประมาณ 7-8 โมง ตนจึงได้ทราบว่าคุณแม่ได้เสียชีวิตลงแล้ว โดยก่อนหน้านั้นทางครอบครัวพยายามปกปิดไว้เนื่องจากไม่อยากให้ตนต้องเสียใจและวันนั้นตนไม่มีโอกาสได้พบหน้าคุณแม่ จนกระทั่งได้มาเจอหน้าท่านเป็นครั้งสุดท้ายในวันไปรับศพรู้สึกว่า “จุกอก พูดไม่ออก”

น.ส.วิว กล่าวทั้งน้ำตาอีกว่า ก่อนเกิดเหตุได้มีลางสังหรณ์ โดยช่วงก่อนเที่ยงคืนก่อนที่คุณแม่จะออกไปทำงาน คุณแม่ได้ถามตนและแฟนหนุ่มว่า “พรุ่งนี้จะกินอะไร เดี๋ยวทำให้” ซึ่งตนก็ตอบกลับไปว่า “อยากกินหมูกระทะ” ก่อนที่คุณแม่จะเดินออกจากบ้านไป ไม่คิดเลยว่าจะเป็นประโยคสุดท้ายที่ได้ยินจากแม่

เดิมครอบครัวอยู่ร่วมกัน 6 คน มีคุณยาย คุณแม่ คุณพ่อน้องอีก 2 คน และตน โดยมีคุณพ่อและคุณแม่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัวและเป็นเสาหลัก ซึ่งปกติจะทำงานทุกวันและหยุดเพียงแค่ทุกวันจันทร์เท่านั้น แต่บัดนี้สมาชิกในบ้านต้องเหลือเพียง 4 คน

ส่วนอาการของคุณพ่อที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุครั้งเดียวกัน ขณะนี้แพทย์ระบุว่ามีอาการกระดูกสันหลังหักและกะโหลกร้าว ได้รับการดามหลังไว้แล้ว และต้องเข้ารับการกายภาพบำบัดรักษาตัว ตนต้องการให้ดำเนินคดีและเอาผิดกับคู่กรณีให้ถึงที่สุด เนื่องจากคุณพ่อและคุณแม่ใช้ชีวิตและทำงานตามปกติ แต่กลับต้องมาประสบอุบัติเหตุจนเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ของครอบครัว

นางส้มแป้น ศรีถัน อายุ 63 ปี แม่ผู้เสียชีวิต กล่าวทั้งน้ำตาว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความลำบากและส่งผลกระทบต่อครอบครัวอย่างหนัก เนื่องจากลูกสาวและลูกเขยถือเป็นเสาหลักเพียงสองคนในการทำงานหาเลี้ยงคนในบ้าน ทั้งคอยดูแลตนเอง ตลอดจนดูแลลูกๆ และหลานๆ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ทำให้ครอบครัวต้องขาดรายได้ทั้งหมดทันที อีกทั้งยังมีความกังวลเกี่ยวกับภาระค่าใช้จ่ายและอาการบาดเจ็บของลูกเขยที่อาจไม่สามารถทำงานประกอบอาชีพได้ตามปกติเหมือนเดิม

ก่อนเกิดเหตุไม่มีลางสังหรณ์ใดๆเกิดขึ้น ทุกอย่างเป็นปกติ และไม่ได้มีบทสนทนาอะไรเป็นพิเศษ ก่อนที่ลูกสาวจะออกจากบ้านไปอยากเรียกร้องไปยังคู่กรณี ขอให้เข้ามารับผิดชอบต่อความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด เนื่องจากเด็กๆ ที่ต้องสูญเสียแม่ไปยังเล็กมาก โดยเฉพาะลูกๆ ที่มีอายุเพียง 6 ขวบ, 8 ขวบ และ 16 ปี เท่านั้น ​ สุดท้ายอยากฝากบอกลูกสาวว่าไม่ต้องห่วงลูกนะ เดี๋ยวแม่จะดูแลให้ เลี้ยงให้อย่างดีเลย ไปให้สบายๆ นะลูก ให้ลูกสาวได้พักผ่อนโดยไม่ต้องมีความกังวลอีกต่อไป