ไล่ล่าขบวนรถขนยาบ้า ซิ่งหนีตายกว่า 100 กิโล ก่อนเสียหลักชนรถสิบล้อ ยึด 612,000 เม็ด พบอดีตตำรวจนอกราชการทำหน้าที่รถนำทาง
ไล่ล่าขบวนรถขนยาบ้า ซิ่งหนีตายกว่า 100 กิโล
ก่อนเสียหลักชนรถสิบล้อ ยึด 612,000 เม็ด พบอดีตตำรวจนอกราชการทำหน้าที่รถนำทาง
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการตำรวจทางหลวง ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล., พ.ต.อ.จรูญศักดิ์ โต๊ะถม, พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล., พ.ต.ท.อุดมศักดิ์ สุวรรณแสง และ พ.ต.ท.ณรงค์ฤทธิ์ งามแฉ่ง รอง ผกก.2 บก.ทล.
เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล.(ชุมพร) พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล., พร้อมกำลัง
ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา
1.นายนาย (สงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี บุคคลสัญชาติ ผู้ต้องหาที่ 1 ทำหน้าที่ขับรถขนยาเสพติด
2. นายวรวุธ หรือแจ๊ค (สงวนนามสกุล) อายุ 43 ปี ผู้ต้องหาที่ 2 ทำหน้าที่บอกเส้นทางแจ้งพิกัดด่านตำรวจ
3. นายพิทักษ์ หรือบิ๊ก (สงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี ผู้ต้องหาที่ 3 ทำหน้าที่ขับรถนำทาง
ในความผิดฐาน
“ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยมีไว้เพื่อจำหน่ายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าก่อให้เกิดการเผยแพร่กระจายในหมู่ประชาชนและกระทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป”
สถานที่จับกุม บริเวณ ริมถนน ทล.41 (เอเชีย) กม.20+200 (ขาล่องใต้) ต.วิสัยเหนือ อ.เมือง จ.ชุมพร
ตรวจยึดของกลาง
1. ยาบ้า ลักษณะเม็ดกลมแบน ประทับอักษร “WY” จำนวน 3 กระสอบ ทั้งหมด 612,000 เม็ด
2. รถยนต์กระบะยีห้อโตโยต้ารีโว่ สีดำ ทะเบียน กาญจนบุรี
3. รถยนต์ส่วนบุคคล ห้อโตโยต้า ฟอจูเนอร์ สี ขาว ทะเบียน กาญจนบุรี
4. โทรศัพท์มือถือ ที่ใช้ในการติดต่อระหว่างการขนยาเสพติด จำนวน 4 เครื่อง
โดยเมื่อวันที่ 17 ก.ย.69 พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชุมพร ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดลงมายังพื้นที่ภาคใต้ โดยมีปลายทางไปส่งยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ต่อมา เวลาประมาณ 03.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงได้จอดเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณทางหลวงหมายเลข 4 ขาล่องใต้ ในพื้นที่ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร พบรถยนต์จำนวน 2 คัน มีลักษณะตรงตามข้อมูลที่ได้รับแจ้ง โดยคันแรกเป็นรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียน กาญจนบุรี ขับนำหน้า และมีรถกระบะโตโยต้า รีโว่ สีดำ ทะเบียน กาญจนบุรี ขับตามมา โดยมีระยะห่างประมาณ 2 กิโลเมตร
จากการสังเกต เจ้าหน้าที่พบว่ารถฟอร์จูนเนอร์ เป็นรถโดยสารส่วนบุคคลขนาดใหญ่ มี 7 ที่นั่ง และเดินทางมาจากจังหวัดกาญจนบุรีในช่วงเวลากลางคืน จึงตั้งข้อสังเกตว่าอาจใช้สำหรับลักลอบลำเลียงบุคคลต่างด้าว แต่เมื่อสังเกตภายในรถ ไม่พบว่ามีบุคคลนั่งอยู่บริเวณเบาะด้านหลัง ประกอบกับรถคันดังกล่าวขับนำหน้า และมีรถอีกคันติดตามมาในระยะห่างที่สม่ำเสมอ
เจ้าหน้าที่จึงวิเคราะห์ว่ารถฟอร์จูนเนอร์อาจทำหน้าที่เป็น “รถนำ” มากกว่าจะเป็นรถลำเลียงบุคคล
เจ้าหน้าที่จึงได้เฝ้าสังเกตรถอีกคันที่เดินทางสัมพันธ์กัน จนพบรถกระบะโตโยต้า รีโว่ สีดำ ทะเบียน กาญจนบุรี ขับตามมาอย่างต่อเนื่อง จึงติดตามพร้อมเปิดสัญญาณไฟและใช้เครื่องขยายเสียงสั่งให้หยุดเพื่อขอตรวจสอบ
แต่รถกระบะคันดังกล่าวกลับไม่ยอมหยุด และเร่งเครื่องหลบหนีทันที
เจ้าหน้าที่จึงรายงานสถานการณ์และระดมกำลังรถวิทยุตำรวจทางหลวงในพื้นที่รวม 4 คัน วางแผนติดตามและสกัดจับ
โดยประสานข้อมูลเส้นทางและใช้กล้องวงจรปิดติดตามความเคลื่อนไหวของรถต้องสงสัย
การไล่ติดตามดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเป็นระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร จากพื้นที่ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงได้วางกำลังสกัดเป็นระยะ พร้อมพยายามควบคุมสถานการณ์ไม่ให้กระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและผู้ใช้เส้นทาง
จนกระทั่งรถกระบะโตโยต้า รีโว่ มาถึงบริเวณหน้าตลาดอวยชัย อ.หลังสวน จ.ชุมพร คนขับสังเกตเห็นว่าด้านหน้ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงเตรียมวางกำลังสกัด จึงพยายามกลับรถเพื่อหลบหนี แต่เสียหลักไปเฉี่ยวชนกับรถบรรทุกที่วิ่งสวนมา ส่งผลให้รถกระบะได้รับความเสียหายและไม่สามารถขับขี่ต่อไปได้
เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบ พบผู้ขับขี่เพียงคนเดียว ทราบชื่อภายหลังคือ นายนาย (สงวนนามสกุล) เป็นบุคคลไม่มีสัญชาติ ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี และพบกระสอบจำนวน 3 กระสอบวางอยู่บริเวณเบาะนั่งด้านหลังคนขับ
เมื่อสอบถาม นายนายฯ ให้การว่าภายในกระสอบเป็น “ยาบ้า” เจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบเบื้องต้น พบเป็นยาเม็ดซึ่งเชื่อว่าเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) นอกจากนี้ยังพบโทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อวีโว่ สีฟ้า อยู่ในความครอบครอง
จากการสอบถามเพิ่มเติม นายนายฯ ให้ข้อมูลว่า รถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียน กาญจนบุรี ซึ่งขับนำหน้า ทำหน้าที่สำรวจเส้นทางและแจ้งข้อมูลด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้กับรถที่ลำเลียง
ยาเสพติด เจ้าหน้าที่จึงเร่งติดตามรถฟอร์จูนเนอร์ทันที โดยนำรถวิทยุตำรวจทางหลวงอีกชุดเข้าสกัด พร้อมใช้กล้องวงจรปิดติดตามเส้นทางอย่างต่อเนื่อง
ต่อมา เวลาประมาณ 04.45 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบรถฟอร์จูนเนอร์บริเวณทางหลวงหมายเลข 41 กม.6 ต.ตากแดด อ.เมือง จ.ชุมพร จึงเข้าสกัดและตรวจสอบ พบ นายวรวุธ หรือ “แจ๊ค” (อดีตตำรวจที่ถูกออกจากราชการเนื่องจากมีพฤติกรรมยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด) นั่งอยู่บริเวณเบาะข้างคนขับ และ นายพิทักษ์ หรือ “บิ๊ก” เป็นผู้ขับขี่
จากการสอบถาม นายวรวุธและนายพิทักษ์ให้การยอมรับว่า ได้ร่วมกันทำหน้าที่เป็นรถสำรวจเส้นทางและแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้แก่นายนาย ซึ่งทำหน้าที่ขับรถลำเลียงยาเสพติด
เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัว นายนาย นายวรวุธ และนายพิทักษ์ พร้อมของกลางทั้งหมดมายัง ส.ทล.4
กก.2 บก.ทล. เพื่อดำเนินการตรวจสอบและจัดทำบันทึกจับกุม ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้นำของกลางมาตรวจสอบและตรวจนับอย่างละเอียด พบว่า ยาบ้าที่บรรจุอยู่ภายในกระสอบทั้ง 3 กระสอบ มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 612,000 เม็ด จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลางเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการตรวจสอบหาสารเสพติดในร่างกายจากการตรวจปัสสาวะของผู้ต้องหาทั้งสามคนพบว่า นายนาย ผู้ขับขี่รถกระบะขนยาเสพติด และ นายพิทักษ์ อดีตตำรวจที่ทำหน้าที่นำทาง มีสารเสพติดอยู่ในร่างกาย จึงได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมสำหรับความผิดที่เกี่ยวกับการเสพยาเสพติดและขับขี่ขณะมีสารเสพติดอยู่ในร่างกาย ก่อนนำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.หลังสวน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
สอบถามคำให้การเบื้องต้นให้การ ชั้นจับกุม ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดย นายนาย ให้การว่า ได้รับการชักชวนให้มารับจ้างลำเลียงยาเสพติด โดยจะได้รับค่าจ้างเที่ยวละ 20,000 บาท และจะได้รับเงินเมื่อสามารถนำยาเสพติดไปส่งถึงที่หมาย

โดยในการลำเลียงยาเสพติดแต่ละเที่ยว จะมี นายวรวุธ และ นายพิทักษ์ ทำหน้าที่ขับรถนำทาง คอยสำรวจเส้นทางและแจ้งพิกัดด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ทราบตลอดเส้นทาง โดยรับว่าการลำเลียงยาเสพติดในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2
