วันพฤหัสบดี, กันยายน 17, 2026
Latest:
ในประเทศ

นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กวาดล้างขบวนการทุจริตทางทะเบียนราษฎร อย่างจริงจัง เด็ดขาด และเป็นระบบ ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญฯ ปฏิบัติการ “ปิดฉากแรงเงา 2” ในพื้นที่ จว.สุราษฎร์ธานี

นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กวาดล้างขบวนการทุจริตทางทะเบียนราษฎร อย่างจริงจัง เด็ดขาด และเป็นระบบ

ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญฯ ปฏิบัติการ “ปิดฉากแรงเงา 2” ในพื้นที่ จว.สุราษฎร์ธานี

 

ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายและเน้นย้ำถึงกรอบแนวคิดหลักในการดำเนินงาน ว่า “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” เพื่อกวาดล้างขบวนการทุจริตทะเบียนราษฎร ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา

รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) และหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย ร่วมกับคณะทำงานเฉพาะกิจต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย (DOPA N.I.C.E.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ, สำนักงาน ปปง., สำนักงาน ป.ป.ท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงผลการปฏิบัติการ “ปิดฉากแรงเงา 2” ปราบปรามขบวนการทุจริตนำแรงงานต่างด้าว สวมบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ทะเบียน 0) เป็นการออกบัตรให้แก่กลุ่มบุคคลที่ไม่เคยมีประวัติในทะเบียนราษฎรมาก่อน โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นกลุ่มคนตามแนวตะเข็บชายแดน คนพลัดถิ่น คนในถิ่นทุรกันดาร ให้มีฐานข้อมูลอยู่ในระบบทะเบียนราษฎร ซึ่งส่งผลให้คนกลุ่มนี้ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การรักษาพยาบาลการทำงาน และสามารถเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติ เพื่อพัฒนาไปสู่การได้รับสัญชาติไทยต่อไปได้ หากมีคุณสมบัติครบถ้วนตาม พ.ร.บ.สัญชาติ และระเบียบที่เกี่ยวข้อง

 

วันนี้ (17 กันยายน 2569) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วยคณะ พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. รรท.ผบช.ภ.8, พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รอง ผบช.สพฐ.ตร., พล.ต.ต.ณรงค์ฤทธิ์ ด่านสุวรรณ์ รอง ผบช.ภ.8, พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี, พล.ต.ต.เลิศชาย จำปาทอง ผบก.สส.ภ.8, พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ., นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี, นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง, นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการ ปปง. และ นายอัครเดช คงทรัพย์ ผอ.กลุ่มงานปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 3 สำนักงาน ป.ป.ท. เขต 8, นายศุภชัย คำคุ้ม ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ เขตพื้นที่ 8 กรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่างๆ ปฏิบัติการ “ปิดฉากแรงเงา 2”

 

การเปิดปฏิบัติการครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ คณะทำงานเฉพาะกิจต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย (DOPA N.I.C.E.) เปิดปฏิบัติการ “ปิดฉากแรงเงา” ในพื้นที่ อ.ดอนสัก จว.สุราษฎร์ธานี และได้รับเบาะแสเพิ่มเติม จึงขยายการตรวจสอบสำนักทะเบียน

ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้แก่ อ.กาญจนดิษฐ์ และ อ.เกาะสมุย พร้องลงพื้นที่และตรวจหลักฐาน ในระบบทะเบียนราษฎร พบว่า มีบุคคลต่างด้าวมีเอกสารแสดงตัวตน ได้แก่ หนังสือเดินทางเมียนมา หรือหนังสือสำคัญประจำตัว หรือเป็นบุคคลต่างด้าวที่มีประวัติขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว ซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่ใช่บุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียนที่จะมีคำขอออกบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ทะเบียน 0) ได้ นอกจากนี้ยังพบเครือข่ายนายหน้าและเจ้าหน้าที่ทะเบียน จัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ทะเบียน 0) ให้กับชาวเมียนมาดังกล่าวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

จากการตรวจสอบทั้งหมดพบพฤติการณ์มีเหตุอันควรเชื่อว่า มีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.กาญจนดิษฐ์ และ สภ.เกาะสมุย จากนั้นพนักงานสอบสวน

ยื่นคำร้องขอหายจับต่อศาล และศาลอนุมัติหมายจับบุคคล 3 กลุ่ม จำนวน 33 คน ดังนี้

 

(1) กลุ่มเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวน 4 คน ในความผิดฐาน “เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดย มิชอบ และเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร รับรองเป็นหลักฐานว่า

ตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ, รับรองเป็นหลักฐานว่าได้มีการแจ้งซึ่งข้อความอันมิได้มีการแจ้ง และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ และ ทำ ใช้ หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือกระทำการเพื่อให้ตนเอง หรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนบ้าน หรือเอกสารการทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ” อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 และ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎรฯ มาตรา 50

 

(2) กลุ่มเจ้าบ้านและพยานที่รับรองเท็จ จำนวน 10 คน ในความผิดฐาน “สนับสนุนหรือช่วยเหลือเจ้าพนักงาน

ให้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย, แจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และ ทำ ใช้ หรือแสดงหลักฐาน

อันเป็นเท็จ หรือกระทำการใด เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนบ้านหรือเอกสารการทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ” อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 157, 137, 267 และ

พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎรฯ มาตรา 50

(3) กลุ่มแรงงานต่างด้าว ผู้สวมสิทธิ์บัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ทะเบียน 0) จำนวน 19 คน

ในความผิดฐาน “สนับสนุนหรือช่วยเหลือเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย, แจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และ เป็นคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ทำ ใช้ หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือกระทำการใด เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนบ้านหรือเอกสารการทะเบียนราษฎรอื่น

โดยมิชอบ” อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 157, 137, 267 และ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎรฯ มาตรา 50 วรรคสอง

 

ผลการปฏิบัติการในครั้งนี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 27 หมาย/คน ดังนี้

(1) เจ้าหน้าที่ของรัฐ ศาลออกหมายจับผู้ต้องหารวม 4 หมาย และสามารถจับกุมผู้ต้องหารวม 3 หมาย

 

(2) กลุ่มเจ้าบ้านและพยานที่รับรองเท็จ ศาลออกหมายจับผู้ต้องหารวม 10 หมาย และสามารถจับกุมผู้ต้องหารวม 9 หมาย

 

(3) กลุ่มแรงงานต่างด้าว ศาลออกหมายจับผู้ต้องหารวม 19 หมาย และสามารถจับกุมผู้ต้องหารวม 15 หมาย

 

จากการสืบสวนและการปฏิบัติการตรวจค้นจับกุมในครั้งนี้ ตรวจพบความผิดปกติอันมีลักษณะเป็นเครือข่ายและมีความเชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญของสำนักทะเบียนอำเภอกาญจนดิษฐ์ และอำเภอเกาะสมุย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการนำบุคคลต่างด้าวที่เป็นแรงงานในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดอื่น ๆ มาทำบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ทะเบียน 0) หรือเรียกว่าขบวนการฟอกแรงงาน ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะได้ร่วมบูรณาการสืบสวนและบังคับใช้กฎหมายในทุกมิติ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างต่อเนื่องต่อไป

 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอขอบคุณ กรมการปกครอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ, สำนักงาน ป.ป.ช., สำนักงาน ป.ป.ท. และทุกหน่วยงานที่ร่วมปฏิบัติการในครั้งนี้ ซึ่งเป็นการทำงานเชิงบูรณาการเพื่อปกป้องความถูกต้องของระบบทะเบียนราษฎร ป้องกันการแทรกซึมของอาชญากรรมข้ามชาติ และรักษาความมั่นคงของชาติในระยะยาว

 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเรียนต่อพี่น้องประชาชน และชาวต่างชาติทุกท่านว่า ประเทศไทยมีช่องทางตามกฎหมายสำหรับคนต่างด้าวที่ประสงค์จะพำนัก ทำงาน ประกอบธุรกิจ หรือขอสัญชาติไทยอย่างถูกต้อง หากต้องการขอสัญชาติไทย ต้องดำเนินการตามกฎหมายสัญชาติ ผ่านช่องทางของกรมการปกครอง และต้องมีคุณสมบัติ เอกสาร พยานหลักฐาน และการพิจารณาตามขั้นตอนของรัฐ หากต้องการทำงาน ต้องมีสถานะการเข้าเมืองที่ถูกต้อง และต้องดำเนินการเรื่องใบอนุญาตทำงานตามกฎหมาย หากต้องการประกอบธุรกิจ ต้องดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช้วิธีอำพรางผ่านบุคคลไทย ไม่ใช้ชื่อนอมินี และไม่ใช้เอกสารประจำตัวที่ได้มาโดยมิชอบ สิ่งที่รัฐบาลต้องการ คือ การอยู่ร่วมกันอย่างถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ ไม่ใช่การปิดกั้นผู้ที่มีคุณสมบัติถูกต้องตามกฎหมาย แต่จะไม่ยอมให้มีการใช้ช่องว่างทางทะเบียน หรือใช้ความช่วยเหลือของรัฐไปเป็นเครื่องมือในการกระทำผิด

 

หากพบเห็นพฤติการณ์น่าสงสัย เช่น มีการจัดหาคนต่างด้าวมาทำบัตรโดยผิดปกติ มีเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดเรียกรับเงินเพื่อดำเนินการทางทะเบียน มีการใช้ชื่อบุคคลไทยถือครองธุรกิจแทนคนต่างด้าว มีการเปิดบัญชีจำนวนมาก โดยผิดปกติ หรือมีการใช้เอกสารประจำตัวที่สงสัยว่าได้มาโดยมิชอบ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอยืนยันว่า เรื่องนี้เป็นภารกิจด้านความมั่นคงที่จะต้องเดินหน้าตรวจสอบ ขยายผล และดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักกฎหมาย พยานหลักฐาน และความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย