ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ชวนเช็กด่วน! สาววัย 21-30 เสี่ยงสูงสุด เผยสถิติหลอกขายของ-อ้างชื่อเจ้าหน้าที่ สัปดาห์เดียวสูญ 297 ล้าน
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ชวนเช็กด่วน! สาววัย 21-30 เสี่ยงสูงสุด เผยสถิติหลอกขายของ-อ้างชื่อเจ้าหน้าที่ สัปดาห์เดียวสูญ 297 ล้าน
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์
รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 6-12 ก.ย.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 5,718 คดี มูลค่าความเสียหาย 297 ล้านบาท
ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงวันที่ 30 ส.ค.-5 ก.ย.69 คดีที่รับแจ้งความมีจำนวนลดลง 145 คดี แต่มูลค่าความเสียหายกลับเพิ่มขึ้น 56 ล้านบาท
ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่า “การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ” ยังคงเป็นคดีที่มีปริมาณสูงที่สุดอยู่ที่ 4,234 คดี คิดเป็น 74.0% ของคดีทั้งหมด และยังเป็นประเภทคดีที่สร้างมูลค่าความเสียหายสูงที่สุดอีกด้วย ที่มีความเสียหายกว่า 96 ล้านบาท คิดเป็น 32.5% ของคดีทั้งหมด
ขณะที่จังหวัดที่ได้รับแจ้งความมากที่สุด ในสัปดาห์นี้พบว่า
1.กรุงเทพมหานคร มีการแจ้งความไว้ 113 คดี มูลค่าความเสียหาย 24.8 ล้านบาท
2.สมุทรปราการ มีการแจ้งความไว้ 27 คดี มูลค่าความเสียหาย 2.6 ล้านบาท
3.นนทบุรี มีการแจ้งความไว้ 21 คดี มูลค่าความเสียหาย 2.1 ล้านบาท
แต่หากวิเคราะห์ตามเพศและอายุของผู้เสียหายที่มักจะถูกหลอกในรอบสัปดาห์นี้ ก็ยังคงพบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย และยังคงเป็นกลุ่มอายุ 21-30 ปี ที่ยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่องมาหลายเดือนติดต่อกัน และเมื่อจำแนกตามประเภทคดียังพบอีกว่า กลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังครองสถิติจำนวนผู้เสียหายสูงสุด 3 อันดับแรก
ได้แก่ อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อันดับ 2 คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น และอันดับที่ 3 คดีหลอกลวงด้านการจ้างงาน ซึ่งในอันดับนี้ความเสี่ยงเท่ากันกับช่วงอายุ ๅ31-40 ปี
มีรายงานผลการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดังนี้
– ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย บก.ปคม. รับตัวคนไทยที่ถูกส่งตัวกลับจากประเทศกัมพูชา รวม 66 คน ทุกคนให้การสอดคล้องกันว่าถูกจัดกลุ่มให้ไปทำงานสแกมเมอร์และเว็บพนันออนไลน์ตามที่ต่างๆ ดังนี้
– โกดังประตูสีดำ ซึ่งเป็นออฟฟิศทำงานสำหรับคนทำหน้าที่สแกนหน้าและเป็นห้องพัก
– ตึกสีขาว 8 ชั้น พนมเปญ ซึ่งเป็นตึกสแกมเมอร์รูปแบบหลอกให้ซื้อสินค้า
– ตึกสีขาว 7 ชั้น เป็นที่ตั้งของเว็บพนันออนไลน์ยูฟ่า 88 และ สล็อตเบส
– ตึกสีเขียว 5 ชั้น ซึ่งใช้พื้นที่ชั้นที่ 3 ทำงานสแกนหน้า
– ตึกสีขาว 1 ชั้น ปอยเปต ลักษณะเป็นห้องแถว ยังไม่พบการทำงาน
ในจำนวนคนไทยที่ถูกส่งกลับมาทั้งหมด 66 คน พบว่า ยังไม่ได้ทำงาน จำนวน 46 คน, ทำหน้าที่สแกนหน้า จำนวน 8 คน, ทำงานเว็บพนัน จำนวน 5 คน ขณะที่ อีก 5 คน ทำงานทั่วไป เช่น แม่บ้าน และพนักงานส่งของ ส่วนอีก 1 คน ทำหน้าที่สแกมเมอร์รูปแบบหลอกให้รักและขายของออนไลน์
และในเบื้องต้นยังไม่พบข้อมูลกระทำความผิดอีก 1 คน ก่อนนำตัวดำเนินคดีความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง มาตรา 11 และความผิดตาม พ.ร.บ.จัดหางานฯ
– ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย ส.ทล.1 กก.5 บก.ทล. นำกำลังร่วมกับ กก.4 บก.ปคม. และ ตม.จังหวัดกำแพงเพชร จับกุมคนไทย 1 ราย และ ชาวจีน 3 ราย บริเวณ ทล.1132 อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร
หลังผู้ต้องหาชาวไทย รับว่าจ้างให้นำพาชาวจีนหลบหนีเข้าเมือง โดยผู้ต้องหาชาวไทยจะต้องขับรถพาชาวจีนจาก อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ ไปส่งที่ อ.แม่สอด จ.ตาก
กระทั่งมาถูกสกัดจับไว้ได้ ด้านผู้ต้องหาชาวจีนให้การยอมรับว่า เดินทางออกจากประเทศกัมพูชาเมื่อวัน 4 ก.ย.69 และเดินทางต่อมาที่ จ.นครสวรรค์ เพื่อรอผู้ต้องหาชาวไทยมารับ ไปยังปลายทาง จ.ตาก ซึ่งจุดดังกล่าวได้รับการยืนยันว่าถูกใช้เป็นทางผ่านไปยังศูนย์สแกมเมอร์ฝั่งประเทศเมียนมา
เบื้องต้น แจ้งข้อหาร่วมกันซ่อนเร้น และช่วยเหลือคนต่างด้าวให้พ้นการจับกุมแก่ผู้ต้องหาชาวไทย และแจ้งข้อหาคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาตแก่ผู้ต้องหาชาวจีน ก่อนจะนำตัวทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.พรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ขณะนี้ อยู่ระหว่างขยายผลผู้ว่าจ้างและผู้รับช่วงปลายทางอีก 2 คน
ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่างๆ จนมีผลการปฏิบัตินำไปสู่การประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าทำการตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที รวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด จำนวน 21 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 6.7 ล้านบาท และสามารถจับกุมได้ทั้งหมด 4 เคส ผู้ต้องหาชาวไทยจำนวน 9 ราย ตรวจยึดเงินสดทั้งหมด 2.7 ล้านบาท ทองคำหนัก 7 บาท
โดยมีเคสเข้าช่วยเหลือเหยื่อที่น่าสนใจ ที่มีมูลค่าสูง ดังนี้
เคสแรก ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ธรรมศาลา เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิง วัย 24 ปี หลังสืบทราบว่ากำลังถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ DSI หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ อ้างว่าผู้เสียหายมีความผิดเกี่ยวกับบัญชีม้า ก่อนจะลวงให้แอดไลน์อ้างเป็นของเจ้าหน้าที่ เพื่อวิดีโอคอลสอบปากคำ ควบคุมทุกการปฏิบัติ
รวมถึงให้โอนเงินไปให้เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ ทันทีที่ไปถึงบ้านพักพบเพียงครอบครัวของผู้เสียหาย ที่ระบุว่าผู้เสียหายอยู่ในพื้นที่อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ซึ่งครอบครัวพยายามโทรศัพท์ติดต่อผู้เสียหายหลายครั้ง
กระทั่งติดต่อได้ ก็พบว่าผู้เสียหายกำลังวิดีโอคอลกับบุคคลที่อ้างตัวเป็นตำรวจ พร้อมกับมีเสียงพูดคุยระหว่างกัน ซึ่งผู้เสียหายอยู่ในลักษณะขาดสติและหวาดกลัว
เจ้าหน้าที่สน.ธรรมศาลาจึงรีบบอกให้บิดาแจ้งให้ผู้เสียหายวางสายและยุติการพูดคุยกับบุคคลดังกล่าวทันที
ขณะเดียวกันชุดสืบสวนของสน.ธรรมศาลารีบประสานตำรวจ สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เพื่อให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่รีบเข้าพบผู้เสียหาย และทำการช่วยเหลือทันที พร้อมแนะนำให้โทรแจ้งความ ที่ศูนย์ ACSC 1441 เพื่อแจ้งความพร้อมอายัดบัญชี เบื้องต้นมูลค่าความเสียหายกว่า 1.7 ล้านบาท
เคสที่ 2 เจ้าหน้าที่ ACSC ประสานตำรวจสน.ลาดพร้าว เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายหญิงวัย 51 ปี หลังพบว่ามีการโอนเงินไปยังบัญชีม้า เมื่อไปถึงพบผู้เสียหาย ระบุว่าถูกหลอกว่าได้รับสินค้าฟรีแต่ต้องแลกกับการโอนเงินไปเป็นค่าประกันเพื่อรับสินค้าดังกล่าว เมื่อรู้ตัวว่าโดนหลอก ก็มีคนมาอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยราชการจะมาช่วยเหลือแต่ก็ยังให้ทำการโอนเงินต่อเนื่อง สุดท้ายเสียหายกว่า 2.5 ล้านบาท
เจ้าหน้าที่จึงแนะนำให้โทรศัพท์แจ้งความและร้องเรียนที่ศูนย์ AOC 1441 ตามขั้นตอนต่อไป
เคสที่ 3 เจ้าหน้าที่ ACSC ประสานตำรวจสน.บางเขน เข้าช่วยเหลือหญิงวัย 70 ปี หลังถูกหลอกให้โอนเงิน หลังพบโฆษณาทางโซเชียล ชวนทำงานรับถุงใส่กระเป๋าแบรนด์เนมมาเสนอขาย ผู้เสียหายจึงติดต่อเพิ่มเพื่อนเพื่อสอบถามรายละเอียด ต่อมากลับถูกชวนให้เข้าร่วมลงทุนเพื่อขายสินค้าออนไลน์เพิ่มเติม สุดท้ายสูญเงินไปกว่า 2.3 ล้านบาท
เจ้าหน้าที่จึงแนะนำให้เข้าแจ้งความ ตามขั้นตอนต่อไป
ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) จากเคสข้างต้น จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงในแผนประทุษกรรมใดก็ตาม แต่สิ่งที่เป็นพฤติกรรมเด่น คือ “การชักชวนให้ย้ายไปคุยต่อในแพลตฟอร์มอื่น” เช่น Line หรือ Telegram
รูปแบบการหลอกลวงพบว่ามิจฉาชีพจะเริ่มทักทายหรือลงโฆษณาผ่านทางแพลตฟอร์มหลัก เช่น Facebook, TikTok, Instagram หรือแอปพลิเคชันซื้อขายสินค้าและแอปหาคู่ จากนั้นจะใช้ข้ออ้างต่างๆ เพื่อดึงออกจากแพลตฟอร์มหลัก อ้างเหตุผลเพื่อความสะดวก ระบบแจ้งเตือนไว หรือส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญดูแล แต่แท้จริงแล้วเป็นอุบายเพื่อดึงเหยื่อเข้าสู่ “กลุ่มแชตที่มีแต่หน้าม้า” ซึ่งคนกลุ่มนี้จะใช้บัญชีอวตารมาคอยส่งรีวิวปลอม โชว์สลิปโอนเงิน และโพสต์ภาพกำไรปลอมๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือรุมกดดันจนเหยื่อหลงเชื่อและยอมโอนเงินในที่สุด
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอแจ้งเตือนประชาชนให้ระวัง มิจฉาชีพชวน “ย้ายคุยนอกแอป” หลุมพรางยอดฮิต สู่ห้องแชตลับที่มีแต่หน้าม้า
ดังนั้น หากมีการติดต่อซื้อขายสินค้าหรือลงทุนออนไลน์ แล้วถูกชักชวนให้ “ย้ายไปคุยต่อในแพลตฟอร์มอื่น” ขอให้ท่านตั้งสติ และอย่าหลงเชื่อโดยเด็ดขาด
เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นกลอุบายของมิจฉาชีพในการดึงเข้ากลุ่มหน้าม้าเพื่อหลอกลวง
ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำให้ตรวจสอบอย่างรอบคอบทุกครั้งก่อนตัดสินใจโอนเงิน เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ หากพบเบาะแสหรือได้รับความเสียหาย สามารถแจ้งความออนน์ไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

“การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน
ให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”
