ในประเทศ

ปทุมธานี สองแม่ร่ำไห้ร้อง ”ปวีณา” ลูกๆ 2 คนป่วยซึมเศร้าอยู่ในสถานฟื้นฟูฯลำปาง จนท.ละเลยเด็กทำร้ายกันตาย-แถมกีดกันไม่ให้พบหน้าลูก

ปทุมธานี สองแม่ร่ำไห้ร้อง ”ปวีณา” ลูกๆ 2 คนป่วยซึมเศร้าอยู่ในสถานฟื้นฟูฯลำปาง จนท.ละเลยเด็กทำร้ายกันตาย-แถมกีดกันไม่ให้พบหน้าลูก

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 7 กันยายน 2569 ที่มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี คลองเจ็ด ต.ลำผักกูด อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี แม่ 2 รายเดินทางมาโดยไม่ได้นัดหมาย เข้าร้องทุกข์”ปวีณา”แม่รายแรกมาจากจ.ชัยภูมิลูกสาววัย 17 ปีพิการทางสติปัญญาและทางการเรียนรู้ถูกทำร้ายเสียชีวิตในสถานฟื้นฟูฯ ของรัฐ จ.ลำปาง ขณะที่แม่รายที่ 2 ลูกสาววัย 18 ปีป่วยซึมเศร้าจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศเป็นผู้ก่อเหตุ แม่ทั้ง 2 รายติดใจสงสัยเนื่องจากเด็กสาวทั้ง 2 ฝ่ายอยู่ในความดูแลของสถานฟื้นฟูฯลำปาง แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือระงับเหตุการทะเลาะวิวาทจนเกิดเหตุสลดและให้แม่ทั้ง 2 ฝ่ายฟ้องร้องกันเองอีกทั้งแม่ทั้ง 2 รายได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับ ผอ.และเจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ รวมถึงยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแล้ว เป็นเหตุการณ์สลดในสถานพัฒนาและฟื้นฟูเด็กแห่งหนึ่งของรัฐใน จ.ลำปาง แม่จึงได้เดินทางมาพบ”ปวีณา”เพื่อขอให้ประสานผู้บริหารกระทรวงต้นสังกัด ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเอาผิดสถานฟื้นฟูฯ แห่งนี้ เพื่อจะไม่ให้เกิดเรื่องร้ายขึ้นอีก โดยเชื่อมั่นว่าผู้บริหารกระทรวงต้นสังกัดจะยังไม่รับทราบข้อมูลนี้และเพื่อหามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก และเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องราวที่น่าเศร้าสลดใจอีก โดยแม่ทั้ง 2 ฝ่าย ขอให้ลูกของเราเป็นคนสุดท้าย

นางเอ (นามสมมุติ) อายุ 50 ปี แม่ชาวจ.ชัยภูมิ เล่าว่า น้องการ์ตูน อายุ 17 ปีที่เสียชีวิต แม่เลิกรากับสามีมีลูก 2 คน โดยน้องการ์ตูนเป็นคนโต อยู่กับพ่อที่จ.ลำพูน ส่วนลูกสาวคนเล็กมาอยู่กับแม่ที่จ.ชัยภูมิ ปี 2565 น้องการ์ตูนอายุ 13 ปี พ่อและแม่เลี้ยงให้น้องการ์ตูนไปขายขนม วันไหนขายของไม่หมดก็โดนทำโทษ จนน้องการ์ตูนเป็นโรคซึมเศร้า กรีดแขนทำร้ายตัวเอง พลเมืองดีแจ้งขอความช่วยเหลือไปที่อบต. พบน้องการ์ตูนอยู่ในสภาพแวดล้อมเสี่ยงเป็นอันตราย จึงส่งตัวเข้าคุ้มครองสวัสดิภาพที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดลำพูน เป็นเวลา 3 เดือน ก่อนจะถูกส่งตัวไปอยู่ที่ สถานดูแลช่วยเหลือเด็กฯ ของเอกชน อยู่ประมาณ 1 ปีเศษ พอปี 67 น้องการ์ตูน อายุครบ 15 ปี ถูกส่งตัวไปอยู่สถานฟื้นฟูฯ ที่ดูแลรักษาบำบัดสภาพร่างกายและจิตใจแห่งหนึ่งของรัฐในจ.ลำปาง แม่อยู่จ.ชัยภูมิ เล่าต่อว่า จะไปหาลูกก็ลำบาก จึงได้แต่โทรศัพท์ไปติดต่อเจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ ที่จ.ลำปาง ขอคุยโทรศัพท์กับลูกหรือวิดีโอคอล และขอให้เจ้าหน้าที่ส่งรูปลูกสาวมาให้ดูบ้างแต่ได้รับการปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่ดูแลเด็ก กระทั่งเดือน พ.ย.68 แม่ได้แจ้งเจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ ขอรับลูกมาอยู่ด้วยที่จ.ชัยภูมิ แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมและรับการประเมิน แม่รออยู่หลายเดือนก็ไม่มีความคืบหน้า

กระทั่งเช้าวันที่ 22 เม.ย.69 แม่อยู่ที่จ.ชัยภูมิ เจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ ส่งไลน์มาหาแม่ว่า “มีเรื่องด่วน เด็กทะเลาะกัน น้องการ์ตูนหมดสติ” แล้วแม่ได้โทรไปหาเจ้าหน้าที่บอกว่าได้พาลูกส่งโรงพยาบาลแล้ว แม่จึงเหมารถเดินทางไปจ.ลำปาง เยี่ยมลูกที่ห้องไอซียู หมอบอกว่า ลูกไม่อยู่แล้วถ้าถอดเครื่องช่วย หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ ดังกล่าว แจ้งกับแม่ว่า เด็กสาวทั้งสองคนทะเลาะวิวาทกันเรื่องแย่งไม้กวาด เด็กสาวอายุ 18 ปี ได้ดึงผมแล้วจับศีรษะน้องการ์ตูนโขกกับพื้นหลายครั้งจนหมดสติ เจ้าหน้าที่นำส่งรพ. และน้องการ์ตูนได้เสียชีวิตลงวันที่ 23 เม.ย.69 แพทย์ระบุสาเหตุการเสียชีวิตน้องการ์ตูน “เลือดออกที่เยื่อหุ้มสมองจากการบาดเจ็บที่ศีรษะ” ด้านเจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ แจ้งว่า เด็กสาวอายุ 18 ปี ยอมรับสารภาพว่ากระทำจริง ขณะนี้ถูกตำรวจจับกุมและส่งฝากขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดลำปาง

หลังลูกเสียชีวิตแม่ได้ไปแจ้งตำรวจ สภ.ทุ่งฝาง จ.ลำปาง เพราะติดใจสงสัยการทำงานของเจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ ลำปาง และขอไปดูที่เกิดเหตุและขอดูกล้องวงจรปิดขณะเกิดเหตุ ตำรวจบอกว่าทางสถานฟื้นฟูฯ ให้แม่เข้าไปดูไม่ได้เพราะมีพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก จะให้เข้าไปดูได้เฉพาะตำรวจ แม่จึงสงสัยสาเหตุการเสียชีวิตของลูกว่า ขณะเกิดเหตุเจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ ไปไหนหมดจึงไม่ดูแลเด็กทั้งที่เด็กส่วนใหญ่มีอาการทางจิตเวชและซึมเศร้า หากมีเจ้าหน้าที่เข้ามาระงับเหตุทัน ลูกก็จะไม่เสียชีวิต

วันที่ 24-26 เม.ย.69 แม่รับศพออกมาจัดงานศพที่บ้านพ่อจ.ลำพูน ผอ. และเจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูได้มาร่วมงานศพ แม่ถาม ผอ.ว่า ทางสถานฟื้นฟูน่าจะมาจัดงานศพให้น้องเพราะเด็กอยุ่ในความดูแลต้องมาเกิดเหตุเช่นนี้ ทาง ผอ. สถานฟื้นฟู กล่าวว่า “พวกเราเงินเดือนน้อย นี้ก็รวบรวมเงินมาช่วยงานได้ 10,600 บาท จะให้ทำอย่างไรได้” “แม่คิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมทั้งที่เหตุเกิดในสถานฟื้นฟูฯ แห่งนี้ แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่รับผิดชอบอะไรเลย ปล่อยให้เป็นความผิดของเด็กสาวอายุ 18 ปี ให้เด็กติดคุกไป หากวันนั้นมีเจ้าหน้าที่ดูแลคงไม่เกิดเรื่องแบบนี้และจะไม่มีการสูญเสียเกิดขึ้น ขณะที่เด็กในการดูแลของสถานฟื้นฟูฯ ไม่ได้ปกติมีอาการป่วยจิตเวชและซึมเศร้า แล้วขณะเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ไปไหนกันหมด ซึ่งแม่พยายามสอบถามข้อเท็จจริงแต่ก็ไม่ได้รับการชี้แจงและไม่ให้ดูกล้องวงจรปิด ก่อนหน้านี้แม่ทำเรื่องขอรับลูกมาดูแลเอง ก็หวังว่าจะได้ลูกมาอยู่ด้วย แต่กลับเป็นต้องรับศพลูกมาแทน แม่ทำใจไม่ได้ เรื่องนี้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลจะปฏิเสธความรับผิดชอบและโยนให้เด็กสาวที่ก่อเหตุเป็นคนผิดฝ่ายเดียวไม่ได้ แม่ต้องการแจ้งความสถานฟื้นฟูฯ ของรัฐในจ.ลำปางที่เกิดเหตุ ทั้งเจ้าหน้าที่ที่เข้าเวร ผู้อำนวยการ หน่วยงานต้นสังกัด ที่ปล่อยปละละเลยจนเกิดเหตุสลดทำให้ลูกสาวของตนต้องเสียชีวิต แม่จึงมาขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยเหลือและติดตามคดีให้ความเป็นธรรมด้วย

ด้านแม่รายที่ 2 นางบี (นามสมมุติ) อายุ 34 ปี เล่าว่า แม่เด็กสาวอายุ 18 ปี ที่ก่อเหตุ เดินทางมาจากจ.อ่างทอง กล่าวว่า “ช่วงเดือนพ.ค.69 แม่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ ในจ.ลำปาง ว่า ลูกสาวไปผลักเพื่อนล้มหัวฟาดฟุตบาทเลือดคั่งในสมองเสียชีวิต โดยเจ้าหน้าที่ยังให้ข้อมูลอีกว่า ก่อนเกิดเหตุ เด็กสาวผู้ตาย ไม่ยอมมาร่วมทำกิจกรรมกับเพื่อน จึงมีการลงมติว่าให้ลูกสาวของแม่ไปตามมาร่วมทำกิจกรรม แม่จึงสงสัยว่า ทำไมเจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ ถึงไม่ไปตามเอง ทำไมถึงต้องให้เด็กที่อยู่ในการดูแลเหมือนกันไปตามกันเอง จึงเกิดการทะเลาะกัน หลังเกิดเหตุลูกสาวมีอาการเครียดจัดอาการกำเริบถูกส่งตัวเข้ารักษาที่โรงพยาบาลลำปางประมาณ 10 วัน อาการเริ่มดีขึ้น แต่ภายหลังลูกสาวมาทราบว่าเพื่อนเสียชีวิต จึงเกิดอาการช็อคและต้องเข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน ก่อนที่ตำรวจจะนำตัวไปแจ้ข้อหาและฝากขังที่ศาลจังหวัดลำปางและตอนนี้ลูกสาวถูกนำตัวไปกักขังอยู่ในเรือนจำกลางจ.ลำปาง

แม่เสียใจมาก โดยลูกสาวมีอาการทางจิตเวชป่วยซึมเศร้าจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศตั้งแต่เด็กและถูกส่งไปอยู่สถานฟื้นฟูฯ แห่งนี้ ซึ่งลูกสาวต้องกินยาอย่างต่อเนื่อง ต่อมาวันที่ 25 ส.ค. 69 แม่ได้เยี่ยมลูกผ่านช่องทางออนไลน์วิดีโอคอลเห็นสภาพลูกน่าสงสารมากและลูกพูดจารู้เรื่องทำให้แม่สงสัยว่าวันนั้นเกิดเหตุขึ้นได้อย่างไรและเจ้าหน้าที่ของสถานฟื้นฟูฯ อยู่ที่ไหน ทำไมไม่ดูแลเด็กไปไหนกันหมดถึงปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ หากในวันนั้นมีเจ้าหน้าที่ระงับเหตุได้ทันเหตุการณ์ลูกสาวก็คงไม่ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยตรวจสอบและให้ความเป็นธรรมด้วย”

นางบี แม่เด็กสาววัย 18 กล่าวอีกว่า ในครั้งแรกที่แม่จำเป็นจะต้องเดินทางไปศาลจังหวัดลำปาง แม่มีเงินติดตัวอยู่ 611 บาท จึงตัดสินใจขี่รถจักรยานยนต์จากจังหวัดอ่างทองไปศาลจังหวัดลำปาง ซึ่งทางสถานฟื้นฟูฯ ให้เงินช่วยเหลือค่าอาหารแม่มาเพียง 300 บาท แต่แม่ต้องเสียค่าที่พักเอง 1 คืน เพื่อรอขึ้นศาลในเช้าวันรุ่งขึ้น ช่วงที่ลูกสาวถูกส่งไปอยู่ในสถานฟื้นฟูฯจ.ลำปาง ในปีแรก แม่ไม่สามารถติดต่อกับลูกได้ โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่ายังไม่อยากให้เด็กคุยกับแม่เพราะกลัวว่าเด็กจะมีอาการกำเริบงอแงให้แม่มารับ แม่ติดต่อไปก็จะได้คำตอบจากเจ้าหน้าที่ว่า ลูกสาวแม่สบายดีแต่ไม่ให้พูดคุยกับลูก หลังจากนั้นแม่จึงตัดสินใจหาช่องทางติดต่อเข้าไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กทม. แจ้งว่า แม่ต้องการโทรศัพท์ติดต่อกับลูกสาวที่อยู่ในสถานฟื้นฟูฯ จ.ลำปาง บ้าง ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จึงได้ประสานไปยังสถานฟื้นฟูฯจ.ลำปาง ให้ แม่จึงสามารถโทรศัพท์ติดต่อพูดคุยกับลูกได้บ้าง แต่ก็มีข้อจำกัดให้คุยได้เพียง 15 นาที แต่ในระหว่างคุยนั้นเจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ จะนั่งฟังอยู่ด้วยตลอด แม่จึงสงสัยว่าอาจจะเป็นอีกประเด็นหนึ่งหรือไม่ที่ทำให้ลูกสาวไม่กล้าพูดว่า อยู่ในนั้นถูกกลั่นแกล้ง หรือถูกใครทำอะไรบ้าง

ซึ่งมีครั้งหนึ่งเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว แม่เคยไปเยี่ยมลูกที่สถานฟื้นฟูฯจ.ลำปาง สังเกตเห็นว่าแขนและคอลูกสาวมีรอยกัด จึงได้สอบถามลูกสาวว่า ไปโดนอะไรมา แต่ลูกสาวไม่กล้าตอบ เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ นั่งอยู่ด้วย เจ้าหน้าสถานฟื้นฟูฯ จึงได้แจ้งกับแม่ว่า เด็กเล่นกันในตอนนั้นแม่เข้าใจว่าเด็กมีภาวะป่วยทางจิตก็อาจจะมีการเล่นกันรุนแรง แม่จึงไม่ได้คิดอะไร

หลังเกิดเหตุทำร้ายกันจนเสียชีวิตในสถานฟื้นฟูฯ เจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ บอกกับแม่ว่า ลูกสาวแม่เป็นคนทำร้ายเขาตาย และน้องก็สารภาพแล้ว จนลูกสาวถูกดำเนินคดีแล้ว แต่แม่ไม่เคยได้รับรู้รายละเอียดเลยว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร ลูกสาวแม่และเด็กที่อยู่ในสถานฟื้นฟูฯ ทุกคนมีปัญหาด้านสภาพจิตทั้งสิ้น และแม่ได้ให้สิทธิการปกครองลูกไปกับเจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูมาแล้วหลายปี แม่เคยไปขอหนังสือรับรองลูกสาวเพื่อไปยื่นขอสิทธิบัตรคนจน เจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ เองยังบอกว่า ลูกสาวแม่เป็นคนของรัฐ เป็นเด็กในปกครองของสถานฟื้นฟูฯ ลำปาง จะมาเอาเอกสารไปทำอะไรแต่พอมาเกิดเหตุเด็กป่วยจิตทำร้ายกันจนเสียชีวิตวันนี้จะมาบอกว่าแม่เป็นผู้ปกครองลูก เหมือนจะโยนความผิดให้ลูกสาวแม่ที่ป่วยจิต และให้แม่ต้องรับผิดชอบคดีและค่าเสียหายให้กับฝ่ายผู้ตาย ทั้งที่เด็กๆ ที่ป่วยจิตในสถานฟื้นฟูฯ

ที่ป่วยจิตในสถานฟื้นฟูฯ อยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูตลอด 24 ชั่วโมง แม่จึงสงสัยว่าเจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ ดูแลเด็กๆ ในปกครองกันอย่างไร จึงเกิดเหตุทะเลาะวาทกัน และในเวลานั้นทำไมไม่มีเจ้าหน้าที่เข้าระงับเหตุการณ์จนปล่อยให้ทำร้ายกันจนเสียชีวิตเกิดขึ้น”

นอกจากนี้ แม่ทั้ง 2 คน ยังเล่าต่อไปว่า หลังจากเกิดการณ์เด็กทำร้ายกันในสถานฟื้นฟูจนเสียชีวิต เจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ จ.ลำปาง ยังกีดกันไม่ให้แม่ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยกัน” จนกระทั่งแม่ทั้ง 2 ฝ่าย ได้มาติดต่อขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณาฯ และได้มาเจอกับแม่ของผู้ตายที่มูลนิธิปวีณา โดยที่ไม่ได้นัดหมาย จึงได้เปิดใจคุยกัน ซึ่งต่างคนก็ต่างสงสัย ว่าข้อมูลที่สถานฟื้นฟูฯ พูดคุยกับแม่ทั้งสองฝ่ายทำไมข้อมูลไม่ตรงกัน และเมื่อเจ้าหน้าที่สถานฟื้นฟูฯ ทราบข่าวว่า แม่ทั้งสองได้มาขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณาฯ ก็ได้ติดต่อมาหาแม่และขอร้องขอความเห็นใจไม่ให้แม่มาร้องต่อมูลนิธิปวีณาฯ หรือหน่วยงานอื่นๆ เพราะจะทำให้เจ้าหน้าที่เดือดร้อน และถูกสอบสวนกัน

 

นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณา กล่าว่า ได้รับเรื่องและแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยตนเองก็เป็นอดีตรัฐมนตรีกระทรวงนี้มาก่อน ตนรู้สึกเสียใจและจะให้ความกระจ่าง ไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น กระทรวง พม. เป็นที่พึ่งของประชาชนที่แท้จริง ต่อจากนี้ ปวีณา จะได้ประสานไปยัง รัฐมนตรี นายนิกรโสมกลาง ปลัดกระทรวงฯ นายกันตพงศ์ รังสีสว่าง และ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน นางอภิญญา ชมภูมาศ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและตั้งคณะกรรมการสอบสวน และขอให้กระทรวงฯ ได้เข้มงวดในการดูแลความปลอดภัยในสถานฟื้นฟูฯ ไม่ให้มีเรื่องราวที่น่าเศร้าสลดใจเช่นนี้อีก โดยมูลนิธิปวีณาฯ จะติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิดและให้ความช่วยเหลือทั้ง 2 ครอบครัวให้ได้รับความเป็นธรรมอย่างใกล้ชิดร่วมกับตำรวจและผู้บริหารกระทรวงฯ รวมกับหน่วยงานที่เกี่ย

วข้องต่อไป