วันอังคาร, กันยายน 1, 2026
Latest:
ในประเทศ

รวบผู้จัดการฝ่ายบัญชีตัวแสบ ปลอมเช็คบริษัทเบิกเงินสดธนาคาร กว่า 1,000 ฉบับ เสียหายทะลุ 75 ล้านบาท

รวบผู้จัดการฝ่ายบัญชีตัวแสบ ปลอมเช็คบริษัทเบิกเงินสดธนาคาร กว่า 1,000 ฉบับ เสียหายทะลุ 75 ล้านบาท

 

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิด

เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ.,พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล รอง ผบก.ปอศ.,พ.ต.อ.กริช วรทัต ผกก.5 บก.ปอศ.,พ.ต.ท.ประวิทย์ ว่องไว,พ.ต.ท.ภาคิน สุขพรหม รอง.ผกก.5บก.ปอศ.และพ.ต.ท.เชาวน์วุฒิ เลียบมา รอง ผกก.(สอบสวน)

กก.5 บก.ปอศ.

 

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.ณัฐดนัย บำรุงศิลป์ สว.กก.5 บก.ปอศ. พร้อมด้วย ร.ต.อ.ฤทธิเกียรติ

มะตูม รอง สว.กก.5 บก.ปอศ. และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม กก.5 บก.ปอศ.

 

ร่วมกันจับกุม นางฉัตรทิพย์ (สงวนนามสกุล) อายุ 55 ปี สัญชาติไทย บุคคลตามหมายจับของศาลอาญา

ที่ 4873/2569 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ฐานความผิด “ฉ้อโกง,ปลอมเอกสารสิทธิที่เป็นตั๋วเงิน(เช็ค) และใช้

เอกสารสิทธิที่เป็นตั๋วเงิน(เช็ค)ปลอม ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน,ลักทรัพย์ที่

เป็นของนายจ้างหรือที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง และทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียหรือ

ทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งพินัยกรรมหรือเอกสารใดของผู้อื่น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่

ผู้อื่นหรือประชาชน”

สถานที่จับกุม บริเวณหน้าบ้านพัก ม.7 ต.พิมลราช อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

 

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ธนาคารพาณิชย์ พร้อมด้วยบริษัทประกอบธุรกิจขายและติดตั้ง

เครื่องจักรและอุปกรณ์ในอุตสาหกรรมโรงงาน ได้เข้ามาแจ้งความร้องทุกข์ กับพนักงานสอบสวน กก.5

บก.ปอศ. กรณีพนักงานฝ่ายบัญชีของบริษัท มีพฤติกรรมลักลอบนำเช็คเปล่าของบริษัทฯ ไปกรอกรายการสั่ง

จ่ายเงินสด โดยปลอมลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงนามสั่งจ่าย แล้วนำเช็คไปขึ้นเงินสดที่ธนาคาร กว่า

1,000 ฉบับ รวมระยะเวลากว่า 10 ปี เป็นเหตุให้ธนาคารฯและบริษัทฯ ได้รับความเสียหายเป็นเงิน กว่า 75

ล้านบาท

 

จากการสอบสวนทราบว่า นางฉัตรทิพย์ (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องหา เป็นพนักงานบริษัทของผู้เสียหาย ใน

ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบัญชีมามากกว่า 30 ปี มีหน้าที่รับใบสั่งจ่ายเช็คจากกรรมการผู้มีอำนาจเพื่อบันทึกบัญชี

และส่งต่อฝ่ายการเงินจัดพิมพ์เช็ค ได้อาศัยโอกาสในหน้าที่ดังกล่าว และความไว้เนื้อเชื่อใจ ลักลอบนำเช็คเปล่า

ของบริษัทฯ ไปกรอกรายการสั่งจ่ายเงินสด เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว

 

โดยปลอมลายมือชื่อกรรมการผู้มี

อำนาจลงนามสั่งจ่าย แล้วนำไปขึ้นเงินสดที่ธนาคาร ต่อมาเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ที่ปรึกษาฝ่ายการเงิน

ของบริษัทผู้เสียหาย ได้ตรวจสอบงบรายจ่ายของบริษัทฯพบรายจ่ายด้วยเช็คที่สูงผิดปกติ จำนวน 938 ฉบับ

เป็นเงินกว่า 75 ล้านบาท ทางการสอบสวนพบหลักฐานว่านางฉัตรทิพย์ฯ มีพฤติกรรมดังกล่าว มาตั้งแต่ปี

พ.ศ.2554

 

นอกจากนี้ยังพบสมุดเช็คที่นางฉัตรทิพย์ฯนำใช้ไปแล้วจำนวน 28 ฉบับ โดยเช็คบางส่วนมีการกรอก

จำนวนเงินและระบุสั่งจ่ายเงินสดไว้แล้วแต่ยังไม่มีลายมือชื่อผู้สั่งจ่าย โดยพนักงานสอบสวนได้ร่วมตรวจสอบ

เช็คที่นางฉัตรทิพย์นำไปขึ้นเงินสดดังกล่าวกับธนาคารพาณิชย์เจ้าของเช็คยืนยันว่า ลายมือชื่อที่สั่งจ่ายเช็คไม่ใช่

ลายมือชื่อของกรรมการผู้มีอำนาจลงนามสั่งจ่ายเช็คดังกล่าวแต่อย่างใด

จากการสืบสวนเส้นทางการเงินพบว่า หลังจากที่นางฉัตรทิพย์ฯ นำเช็คไปเบิกถอนเงินสด มีการนำเงิน

สดไปฝากต่อยังบัญชีธนาคารของบุคคลใกล้ชิด พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ. จึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน

และขออนุมัติหมายจับต่อศาลอาญา จนศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับ

 

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปอศ. ได้สืบสวนติดตามจนทราบว่าผู้ต้องหา ได้มากบดานอยู่ที่ย่านบาง

บัวทอง จ.นนทบุรี จึงได้นำกำลังเข้าจับกุมนางฉัตรทิพย์ฯ ผู้ต้องงหาตามหมายจับได้ที่บ้านพัก ม.7 ต.พิมลราช

อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี นำส่งพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

 

สุดท้ายนี้ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) ขอ

ฝากเตือนภัยถึงประชาชนและภาคธุรกิจ ให้ระมัดระวังในการมอบหมายอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับเช็คและการเงิน

แก่พนักงาน ควรมีระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ (Internal Control) ที่รัดกุม การปลอมลายมือชื่อในเช็ค

หรือเอกสารสิทธิ เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อันเป็นความผิดฐาน “ปลอมเอกสารสิทธิที่เป็นตั๋วเงิน

และใช้เอกสารสิทธิปลอม” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี

และปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 200,000 บาท

“การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน

ให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง

ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด

ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”