วันแม่ที่ลูกไม่มา หลวงพี่น้ำฝน ประสานการช่วยเหลือคุณตานอนติดเตียง อดีตเจ้าของร้านอาหารดังนครปฐม วันนี้อยู่ลำพังเพียงสองคน ไร้เงาลูกวันแม่
วันแม่ที่ลูกไม่มา หลวงพี่น้ำฝน ประสานการช่วยเหลือคุณตานอนติดเตียง อดีตเจ้าของร้านอาหารดังนครปฐม วันนี้อยู่ลำพังเพียงสองคน ไร้เงาลูกวันแม่
สะเทือนความรู้สึก หลวงพี่น้ำฝน รุดเข้าช่วยเหลือสองตายาย อดีตเจ้าของร้านอาหารดังในเมือง ตัวสามีนอนทรมานจากแผลกดดทับใกล้เน่าทั้งตัว ส่วนเมียแก่ชรามาก สอบถามวันแม่ลูกมาไหม คุณยายตอบสั้นๆ ไม่มาแต่ส่งข้อความมาหา ถามชาวบ้านบอกไม่เคยเจอหลายปี เจ้าสัวเงี๊ยบ ควักเงินร่วมซื้อเตียงรับอึ้งไม่คิดว่าจะมาพบในสภาพนี้ หลวงพี่น้ำฝน ฝากทิ้งท้าย สังคมต้องตระหนักเรื่องความกตัญญูเป็นสำคัญ
วันที่ 15 สิงหาคม 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่ม อสม.ตำบลสนามจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ได้ประสานขอรับความช่วยเหลือในการอนุเคราะห์เตียงสำหรับผู้ป่วย จากโครงการธนาคารแห่งกำลังใจ วัดไผ่ล้อมพระอารามหลวง โดยพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อมฯ ให้กับสองสามีภรรยา อดีตเจ้าของร้านอาหารชื่อดังในตัวเมืองนครปฐม หลังจากคุณตาอิ่ม (นามสมมติ) อายุ 72 ปี ได้นอนป่วยติดเตียงในบ้านพัก ซึ่งมีคุณยายแจ๋ว (นามสมมติ) อายุ 78 ปีภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากเป็นผู้คอยดูแลกันลำพังในบ้านพักกลางเมือง
โดยหลวงพี่น้ำฝนและนายสมชาติ สาลีพัฒนา เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวปลานายเงี๊ยบ (เจ้าสัวเงี๊ยบ) ไปถึงบ้านพัก พร้อมคณะสงฆ์และเจ้าหน้าที่ รวมถึงคณะ อสม.ตำบลสนามจันทร์ ซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียวอยู่กลางใจเมืองนครปฐม ซึ่งยังไม่ได้เข้าไปในตัวบ้านก็ต้องตกลึงเมื่อพบว่ากลิ่นคาวภายในบ้านพักได้พัดโชยออกมาอย่างรุนแรง และเมื่อได้เข้าไปตรวจสอบพบคุณตาอิ่ม(นามสมมติ)นอนอยู่บนเตียงด้วยภาพผิวหนังมีแผลเปียกกดทับเต็มตัว โดยมีนิ้วและข้อแขนขาเริ่มพับจนงออย่างชัดเจน แต่ยังพอจะสื่อสารได้ โดยคุณยายแจ๋ว (นามสมมติ) ได้พยายามหยิบจับและช่วยพลิกตัวให้สามีแต่ทำไม่ได้ถนัดเพราะอายุมากแล้ว
จากนั้นคณะสงฆ์และเจ้าหน้าที่ของวัดไผ่ล้อมฯ รวมถึงหลวงพี่น้ำฝน ได้ทำการช่วยกันยกเอาตัวคุณตาอิ่ม (นามสมมติ) ให้เปลี่ยนจากเตียงเดิมที่สภาพมีคราบแผลเปียกติดทั่วเตียงมาเป็นเตียงสำหรับผู้ป่วย แต่ด้วยขนาดตัวและน้ำหนักที่มากประกอบกับมีแผลทั่วร่างกาย ทำให้คุณตาอิ่ม (นามสมมติ) ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดเป็นที่หดหู่ใจของผู้อยู่ในเหตุการณ์ จากนั้นได้ช่วยกันทำความสะอาดพื้นที่เพื่อให้เกิดสุขอนามัยที่ดีในพื้นที่ และหลวงพี่น้ำฝนได้ประสานทีมงานจากโรงพยาบาลนครปฐม เพื่อให้เข้ามาเจาะเลือดและตรวจร่างของคุณตาอิ่ม(นามสมมติ) อย่างละเอียดเพื่อนำให้ทราบอาการป่วยจากโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงและความดันสูง ในการรับการรักษาที่ต่อเนื่อง
โดยในการสอบถามข้อมูลทราบว่า ทั้งสองตายายเป็นเป็นเจ้าของร้านดังในตัวเมืองนครปฐม มีฐานนะดีและเคยมีบ้านหลายหลัง มีบุตรชาย 1 คน ปัจจุบันอาศัยในกรุงเทพมหานคร แต่ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ อสม.ไม่เคยพบตัวมาก่อนจากการที่เข้ามาดูแลให้นับสิบปี เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเมื่อวันแม่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมาลูกชายได้มาหาหรือไม่ คุณยายตอบว่าไม่ได้มา แต่เข้าส่งไลน์มาหา และพยายามเลี่ยงการตอบคำถมถึงลูกชาย บอกเพียงว่าเขางานยุ่งเพิ่งเปิดร้านในกรุงเทพฯ ซึ่งคุณตาก็พยามไม่ให้พูดถึงลูกชายซึ่งในบ้านมีการติดรูปไว้ที่กลางบ้านพบว่าจบจากสถาบันมีชื่อระดับประเทศ แต่ดีใจที่ อสม.และหลวงพี่น้ำฝน ได้เข้ามาช่วยเหลือและไม่ทอดทิ้ง
หลวงพี่น้ำฝน กล่าวว่า เคสนี้ได้ทราบว่าเป็นครอบครัวที่เคยมีฐานะมาก่อน แต่ปัจจุบันไม่ทราบว่าหตุใดทำไมทั้งสองตายาย ต้องมาอยู่ในสภาพนี้ซึ่งเมื่อมาพบก็คิดว่าเป็นเคสแรกๆที่รันทดมากใครจะเห็นว่ามีบ้านอยู่แต่สุขอนามัยแย่มีกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง แต่คณะสงฆ์ไม่รังเกียจและพร้อมช่วยทุกทาง เพียงแต่ก็ได้ฝากข้อให้คุณยายบอกกับลูกชายว่าให้กลับมาหาบ้างและขอฝากว่าความกตัญญูคือสิ่งที่สำคัญและครั้งนี้ เจ้าสัวเงี๊ยบได้ทราบเรื่องก็ได้เข้ามาร่วมช่วยเหลือเป็นเจ้าภาพในการจ่ายค่าเตียงให้ด้วย ถือเป็นกองทัพบุญสายวัดไผ่ล้อมที่ร่วมมือกันในการช่วยเหลือสังคมในโครงการธนาคารแห่งกำลังใจ

ส่วนนายสมชาติ (เจ้าสัวเงียบ) บอกว่าตอนแรกที่เข้ามาก็ตกใจว่าทำไมยังมีเคสแบบนี้อยู่กลางเมือง แต่ก็ได้เห็นรูปแบบที่แตกต่างกันของความลำบากในสังคมซึ่งกรณีนี้น่าเห็นใจและเป็นห่วงในเรื่องสุขภาพโดยจำเป็นต้องมีคนมาช่วยดูแลทั้ง 2 คนอย่างใกล้ชิด โดยที่ร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลานายเงี๊ยบได้มีการทำโครงการ 1 ชาม 1 บุญ ซึ่งลูกค้าที่มาซื้ออาหาร เราจะมีการจัดสรรปัจจัยแบ่งกองทุนมาช่วยสังคมแบบนี้ด้วย ซึ่งตอนนี้ปัญหาผู้สูงอายุที่ไม่มีคนดูแลก็น่าเป็น
ห่วงมากขึ้น
