วันอาทิตย์, สิงหาคม 9, 2026
อาชญากรรม

รวบ 2 คู่รักสายตุ๋น แก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ หลอกขายของออนไลน์โยง 601 คดี เสียหายกว่า 23 ล้าน

รวบ 2 คู่รักสายตุ๋น แก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ หลอกขายของออนไลน์โยง 601 คดี เสียหายกว่า 23 ล้าน

 

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.อธิป พงษ์ศิวาภัย รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ปอท.,

พ.ต.อ.วัชรพันธ์ ศิริพากย์ รอง ผบก.ปอท., พ.ต.อ.กฤษฎาพร ปานโปร่ง รอง ผบก.ปอท.,

พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ รอง ผบก.ปอท.

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม นำโดย ว่าที่ พ.ต.อ.นิธิ ตรีสุวรรณ ผกก.3 บก.ปอศ.รรท.ผกก.2

บก.ปอท., พ.ต.ท.ธนะ ว่องทรง รอง ผกก.2 บก.ปอท., พ.ต.ท.สัตตเมธ ใจแก้ว รอง ผกก.2 บก.ปอท., และ

พ.ต.ท.อัมรินทร์ เลิศอาวาส รอง ผกก.(สอบสวน) กก.2 บก.ปอท., พ.ต.ท.ชัยเวง พาด้วง,

ว่าที่ พ.ต.ท.ศุภเดช ธนชัยศิริ สว.กก.2 บก.ปอท., พ.ต.ต.ลัทธพล อัครปัญญา สว.(สอบสวน) กก.2 บก.ปอท.,

ว่าที่ พ.ต.ต.จิรายุ วงศ์วิวัฒน์ สว.กก.3 บก.ปอศ.ปรก.กก.2 บก.ปอท.

 

ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหา จำนวน 2 ราย ดังนี้

1. นายฉัตรชัยฯ อายุ 27 ปี

2. น.ส.สุภารัตน์ฯ อายุ 31 ปี

 

ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม

ไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, สมคบโดยการตกลงตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน, ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันเป็นอั้งยี่”

 

โดยก่อนหน้านี้ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายหลอกลงทุน

เปิดร้านค้าออนไลน์ “Style Cycle” ซึ่งกลุ่มคนร้ายใช้สื่อสังคมออนไลน์โฆษณาชักชวนประชาชนที่สนใจ

ขายสินค้าให้มาเปิดร้านขายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์มเว็บไซต์ของคนร้าย ก่อนนำผู้เสียหายเข้าสู่

กลุ่มสนทนาทางไลน์และเว็บไซต์ที่จัดทำขึ้นเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ กลุ่มคนร้าย

จะสร้างสถานการณ์ให้มีบุคคลแสดงตนเป็นลูกค้าเข้ามาสั่งซื้อสินค้า ก่อนอ้างว่าผู้เสียหายต้องลงทะเบียนร้านค้า เปิดการมองเห็น สร้างเครดิต หรือเติมเงินเข้าระบบ จึงจะสามารถรับยอดขายและถอนเงินได้ ผู้เสียหายหลงเชื่อ โอนเงินให้แก๊งสแกมเมอร์รวม 25 ครั้ง เป็นเงินกว่า 14 ล้านบาท ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็ไม่สามารถถอนเงินออกจากระบบได้

 

โดยเจ้าหน้าที่ได้มีการปฏิบัติการจับกุมกลุ่มขบวนการดังกล่าว เมื่อวันที่ 15–16 กรกฎาคม 2569 ตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 19 จุด ใน 11 จังหวัด สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 17 ราย แบ่งเป็นกลุ่มผู้ควบคุมสั่งการและฟอกเงิน กลุ่มรับ–ส่งและถอนเงินสด และกลุ่มบัญชีม้า พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 23 ล้านบาท ซึ่งขณะนั้นนายฉัตรชัยฯ และ น.ส.สุภารัตน์ฯ (2 สามี-ภรรยา) ซึ่งเป็นผู้ดูและระบบเว็บไซต์ที่แก๊งสแกมเมอร์ใช้ในการหลอกลวง ได้หลบหนีหมายจับอยู่ที่ประเทศลาว

 

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปอท. ได้ร่วมกับ ตม.เชียงแสน ทำสืบสวนติดตามจับกุมตัว นายฉัตรชัยฯ และ น.ส.สุภารัตน์ฯ และสามารถจับกุมได้ขณะผู้ต้องหาทั้งสองกำลังเดินทางกลับมายังประเทศไทย

จากการสอบถาม นายฉัตรชัยฯ รับกว่าตนเองทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ (Manager) มีหน้าที่ดูแลและประสานงานทุกภาคส่วนของเครือข่ายสแกมเมอร์

 

โดยเมื่อกลางปี 2568 นายฉัตรชัยฯ ทำงานกับ แก๊งสแกมเมอร์ซึ่งมีบอสเป็นคนจีน อยู่ที่ประเทศกัมพูชา ก่อนที่แก๊งสแกมเมอร์ดังกล่าวจะย้ายไปที่ประเทศลาวในเดือนกรกฎาคม 2569 มีหน้าที่ดูแลจัดการเรื่องการสร้างแพลตฟอร์มที่ใช้ในการหลอกลวง จัดหาบัญชีธนาคารที่ใช้ในการรับเงินจากเหยื่อ ดูแลควบคุมสั่งการหัวหน้าทีมซึ่งเป็นผู้พูดคุยและหลวงลวงเหยื่อให้โอนเงิน ส่วน น.ส.สุภารัตน์ฯ ทำหน้าที่เป็นแอดมิน (Admin) คอยหาเหยื่อ พูดคุยกับเหยื่อเบื้องต้นแล้วส่งต่อให้กับหัวหน้าทีมเพื่อทำการหลอกลวง

 

โดยจากการสืบสวนขยายผลดังกล่าวพบว่า แก๊งสแกมเมอร์นี้มีโครงสร้างการทำงานแบบครบวงจร ตั้งแต่การเตรียมเครื่องมือหลอกลวง การหาเหยื่อ การรับเงิน ไปจนถึงการบริหารจัดการเงินที่ได้จากผู้เสียหาย

 

จากการตรวจสอบยังพบ เลขบัญชีธนาคารที่ใช้รับโอนเงินจากเหยื่อ จำนวน 548 บัญชี และเว็บไซต์ที่ใช้ในการหลอกลวง เช่น MomzWorld, John Lewis, Style Cycle,

Faire E-commerce, PayKingShop และ Poshmark Buy&Sell เมื่อตรวจสอบกับระบบรับแจ้งออนไลน์ พบความเชื่อมโยงอีก 601 คดี มูลค่าความเสียหายกว่า 23 ล้านบาท

 

โดยพฤติการณ์ที่มักใช้หลอกลวงเหยื่อ คือ แก๊งคอลเซนเตอร์แอบอ้างหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่, หลอกทำงานออนไลน์หารายได้เสริม, สินเชื่อ/กู้เงินออนไลน์ปลอม, หลอกลงทุนเทรดหุ้น/Hybrid Scam ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการชักชวนให้ผู้เสียหายเปิดร้านหรือลงขายสินค้าออนไลน์ ก่อนสร้างยอดสั่งซื้อปลอมและเรียกให้โอนเงินโดยอ้างว่าเป็น ค่าสมัครสมาชิก ค่าเปิดการมองเห็นร้านค้า การสร้างเครดิตร้านค้า หรือเงินสำรองหมุนเวียน เมื่อผู้เสียหายขอถอนเงิน คนร้ายจะสร้างเงื่อนไขหรืออ้างข้อผิดพลาดให้โอนเพิ่ม จนไม่สามารถถอนเงินออกจากระบบได้

 

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ฝากย้ำเตือนไปยังพี่น้องประชาชน โปรดระมัดระวังในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ เนื่องจากมิจฉาชีพมักจะใช้โฆษณาชักชวนหลอกลวงให้ร่วมลงทุน หลอกให้เปิดร้านขายสินค้าออนไลน์ หรือหลอกทำงานหารายได้เสริม โดยการหลอกลวงในลักษณะนี้มักจะให้เหยื่อติดต่อพูดคุยผ่านช่องทางไลน์ จากนั้นจะหลอกให้โอนเงินเพื่อทำภารกิจต่างๆ อ้างเป็นการสร้างเครดิต เพิ่มวงเงิน ชำระภาษี ค่าธรรมเนียม หรือค่าแก้ไขระบบ พร้อมมีการเร่งรัดให้เหยื่อโอนเงินอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หากพบพฤติการณ์ในลักษณะข้างต้น โปรดอย่าหลงเชื่อ และหยุดการโอนเงินในทันที

 

ทั้งนี้ ก่อนลงทุน ก่อนโอนเงิน หรือก่อนทำธุรกรรมใด ๆ ควรตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัดทุกครั้ง โดยเฉพาะชื่อบุคคล บัญชีธนาคาร เบอร์โทรศัพท์ เว็บไซต์ หรือลิงก์ที่ได้รับ และหากมีการอ้างเป็นบริษัทหรือหน่วยงานใด ควรตรวจสอบผ่านช่องทางทางการของหน่วยงานหรือบริษัทนั้นโดยตรง

 

หากได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวง ให้โทรแจ้งสายด่วน AOC 1441 หรือแจ้งความออนไลน์ผ่าน www.thaipoliceonline.go.th