วันอาทิตย์, สิงหาคม 2, 2026
Latest:
ภูมิภาค

ปราจีนบุรี–เวทีเสวนาชาวบ้านรวมพลัง! คัดค้าน EEC เฟสใหม่ กังวลซ้ำรอยมลพิษภาคตะวันออกพรึ่บ!

ปราจีนบุรี–เวทีเสวนาชาวบ้านรวมพลัง! คัดค้าน EEC เฟสใหม่ กังวลซ้ำรอยมลพิษภาคตะวันออกพรึ่บ!

 

ต้าน “ปราจีนบุรี” โดนกินไข่แดงเป็นจังหวัดที่ 4 — ผลงานวิจัยชี้เป้า 3 จังหวัดไข่ดาว แอบผลักภาระกากพิษล้นทะลัก 11.4 เท่า ซุกเมืองหลังบ้าน!

 

ชาวบ้านพรึ่บกว่า 300 คน รวมพลังแน่นวัดศรีนาลัย หวั่นสิ่งแวดล้อมพังทลาย

 

ปราจีนบุรี — เมื่อเวลา 21.15 น. วันที่ 2 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในจังหวัดปราจีนบุรี ภายหลังการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “ร่วมต้าน EEC ไม่เป็น EEC จังหวัดที่ 4 เพื่ออนาคตของชุมชนและลูกหลาน” ซึ่งจัดขึ้น ณ วัดศรีนาลัย (ชุมชนโคกสั้น) อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดยตลอดช่วงเย็นจรดค่ำคืนของช่วงวันหยุดยาว ได้มีประชาชนในพื้นที่ เกษตรกร และเครือข่ายสิ่งแวดล้อม เดินทางมาร่วมลงชื่อคัดค้านการขยายเขต EEC และเข้าร่วมรับฟังการเสวนาอย่างคึกคักมากกว่า 300 คน

 

นายสุนทร คมคาย ประธานอาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีนบุรี เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นการเสวนาว่า ประชาชนในพื้นที่ต่างแสดงความกังวลอย่างสูงต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากภาครัฐเดินหน้าดันโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เฟสใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มขยายพื้นที่ครอบคลุมมายังจังหวัดปราจีนบุรี

 

โดยชาวบ้านจำนวนมากได้ยกบทเรียนความผิดพลาดจากพื้นที่ EEC เดิม เช่น พื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ที่เคยประสบปัญหามลพิษรุนแรง ทั้งปัญหาน้ำเสีย กากสารเคมี มลพิษทางอากาศ และอุบัติเหตุสารเคมีรั่วไหล โดยเกรงว่าหากปราจีนบุรีถูกรวมเข้าเป็นจังหวัดที่ 4 ของ EEC วิกฤตสิ่งแวดล้อมเหล่านี้จะซ้ำรอยเดิมในบ้านเกิดของตน

 

นอกจากนี้ ประชาชนยังกังวลเรื่องการปรับผังเมือง ที่อาจเปิดทางให้นายทุนเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมอันสมบูรณ์ให้กลายเป็นนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตเกษตรกรและความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ ทั้งยังมีความห่วงใยเรื่องปัญหาขยะอุตสาหกรรม การลักลอบทิ้งของเสียอันตราย และปัญหาน้ำเสียที่สั่งสมค้างคาอยู่ในพื้นที่ปัจจุบัน ซึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

 

“ชาวบ้านตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในกระบวนการตัดสินใจของภาครัฐ ที่ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างสิ้นเชิง ที่ผ่านมารัฐมักยอมรับว่ามีปัญหาเกิดขึ้นจริง แต่กลับเดินหน้านโยบายสวนทางกับความต้องการและวิถีชีวิตของชุมชน” — นายสุนทร กล่าว

 

นายสุนทร กล่าวเน้นย้ำว่า ข้อเรียกร้องหลักของชาวปราจีนบุรีคือ ให้หยุดการขยายโครงการ EEC เข้ามาในพื้นที่ พร้อมสั่งทบทวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเดิม และเปิดเวทีให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ถึงแม้แกนนำและเครือข่ายจะเผชิญกับการข่มขู่คุกคาม แต่ยืนยันจะเดินหน้าสู้ตามแนวทางสันติวิธี โดยกลุ่มปราจีนบุรีเข้มแข็งเตรียมนำข้อมูลวิจัยเชิงพื้นที่ เดินทางไปผนึกกำลังร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศ ณ หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือทวงถามข้อเรียกร้องและคัดค้านนโยบายดังกล่าวต่อไป

 

ในวันเดียวกัน ดร.สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการและนักวิจัยชุมชนจาก EEC Watch (กลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก) ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษทางโทรศัพท์แก่ผู้สื่อข่าว เปิดเผยข้อมูลจากงานวิจัยเชิงลึกเรื่อง “ปราจีนบุรี : เมืองหลังบ้าน EEC” ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่ต่อเนื่องนานกว่า 2 ปี (พฤษภาคม 2567 – พฤษภาคม 2569) ร่วมกับภาควิชาการและเครือข่ายสิ่งแวดล้อม

 

“จากการศึกษาสภาพปัญหาในเบื้องต้น เราพบการกระจายตัวของโรงงานประเภท 101 (ปรับคุณภาพของเสียรวม), โรงงานประเภท 105 (คัดแยก/ฝังกลบสิ่งของที่ไม่ใช้แล้ว) และโรงงานประเภท 106 (นำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่) รวมถึงโรงงานหลอมโลหะต่างๆ เข้าไปตั้งอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรมและผังเมืองสีชมพูเป็นจำนวนมาก” ดร.สมนึก ระบุ

 

ดร.สมนึก ชี้ให้เห็นว่า สาเหตุสำคัญเกิดจากข้อสั่งการตามคำสั่ง คสช. ในอดีต (ประมาณ 2 ใน 3 ส่วน) ประกอบกับการกำหนดผังเมืองที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง (อีก 1 ใน 3 ส่วน) ที่สำคัญ งานวิจัยชี้ชัดว่า พื้นที่ 3 จังหวัดหลักของ EEC เดิม (ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง) ไม่สามารถบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมของตนเองได้ โดยมีปริมาณกากล้นเกินระบบสูงถึง 11.4 เท่า ส่งผลให้เกิดการผลักภาระ ขยะพิษถูกส่งมาคัดแยก แปรรูป และกำจัดในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีแทน

 

พร้อมข้อเสนอผลการวิจัย ข้อเสนอทางนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างดังนี้

 

หยุดการขยายตัว: สั่งชะลอและหยุดการอนุญาตเปิดโรงงานประเภท 101, 105 และ 106 ในพื้นที่ อ.กบินทร์บุรี และ อ.ศรีมหาโพธิ์ โดยทันที

เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง: เข้มงวดการตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งขึ้นตามคำสั่งพิเศษนอกผังเมืองเป็นกรณีพิเศษ

 

แก้ปัญหาที่ต้นทาง: หน่วยงานรับผิดชอบ EEC ต้องกลับไปบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมตกค้างใน 3 จังหวัดเดิมให้เรียบร้อย โดยไม่ใช้วิธีผลักภาระออกนอกพื้นที่

 

 

### เอกสารและงานวิจัยอ้างอิง:###

• งานวิจัยเชิงพื้นที่: สมนึก จงมีวศิน, พรพนา ก๊วยเจริญ, เฉลิมชัย วัดจัง, ธันยาภัทร์ ดอกผล, และ สุเมธ เหรียญพงษ์นาม (2569). ปราจีนบุรี : เมืองหลังบ้าน EEC “การบริหารจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากกากอุตสาหกรรมในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) แบบบูรณาการทุกภาคส่วน ผ่านกระบวนการศึกษาลักษณะพื้นที่ ประเภทที่ดิน และรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินในการกองเก็บ แปรรูป และทิ้งกากอุตสาหกรรม ที่มาจากโรงงานผู้ก่อกำเดิดและผู้กำจัดกากอุตสาหกรรมในจังหวัดปราจีนบุรี”. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (พฤษภาคม 2569).

• บทเรียนนโยบาย: สมนึก จงมีวศิน (29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569), ถอดบทเรียนนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ระหว่างปี พ.ศ. 2560–2569.

 

#มานิตย์ สนับบุญ / ปราจีนบุรี#