ปราจีนบุรี รายงานพิเศษ: วิกฤตขยะพิษสะเทือนเมืองปราจีนฯ! เมื่อ ‘ป่าพระราชดำริ’ ถูกย่ำยี และเสียงตะโกนค้าน EEC จังหวัดที่ 4
ปราจีนบุรี รายงานพิเศษ: วิกฤตขยะพิษสะเทือนเมืองปราจีนฯ! เมื่อ ‘ป่าพระราชดำริ’ ถูกย่ำยี และเสียงตะโกนค้าน EEC จังหวัดที่ 4
…”ผมสั่งการอธิบดีกรมป่าไม้ไปแล้ว ให้ตามล่าตัวให้ได้ ไม่ต้องกลัว… พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่โครงการพระราชดำริ ถือว่าไม่ให้เกียรติกัน เอาของมาทิ้งในบ้านเราแบบนี้ผมไม่ยอมแน่นอน!”…
— สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์พิเศษทางโทรศัพท์ข้ามประเทศจากเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569
มานิตย์ สนับบุญ รายงานจาก จ.ปราจีนบุรี ระบุว่า … เช้าตรู่ของวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 กลิ่นเหม็นไหม้ฉุนกึ๊กและกลุ่มควันพิษหนาดำพุ่งแหวกยอดไม้กลางป่าสงวนแห่งชาติห้วยไคร้ หมู่ที่ 2 บ้านเขากระแต ตำบลวังตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี ส่งผลให้ชาวบ้านที่กำลังเดินเท้าเข้าป่าเพื่อเก็บหาเห็ดและของป่าประทังชีวิต ต้องพากันวิ่งหนีตายเอาชีวิตรอดอย่างแตกตื่น
เมื่อเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลวังตะเคียน (อบต.) อ.กบินทร์บุรี สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ปจ.2 (ทุ่งโพธิ์) ฝ่ายปกครอง และตำรวจสถานีตำรวจภูธรวังตะเคียน เข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าสร้างความสลดใจเป็นอย่างยิ่ง กองเศษสายไฟและสายเคเบิลหุ้มฉนวนสีแดงและสีดำถูกขนใส่ถุงบิ๊กแบ็กขนาดใหญ่มาทิ้งกระจายไว้ถึงสี่กองใหญ่ น้ำหนักรวมกันไม่ต่ำกว่าสองร้อยถึงสามร้อยกิโลกรัม สภาพถูกจุดไฟเผาจนพลาสติกละลายเกรียมเพื่อลอบหลอมเอาเฉพาะทองแดงและอลูมิเนียมไปขาย ทิ้งกากเคมีและมลพิษทางอากาศคละคลุ้ง ซึมลงสู่ชั้นดิน
ความน่าสะเทือนใจยิ่งกว่านั้นคือ ผืนป่าเต็งรังขนาดใหญ่กว่าหนึ่งพันไร่แห่งนี้ ไม่ใช่ป่าร้างธรรมดา แต่เป็นพื้นที่โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ซึ่งมีประวัติการสนองพระราชปณิธานในการปกปักรักษาพืชพรรณและสมุนไพรหายากมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2535
นายวรวิทย์ ยังคิด นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังตะเคียน(อบต.) เปิดเผยด้วยความอัดอั้นว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ ที่ชาวบ้านใช้เก็บเห็ดเก็บของป่าเลี้ยงชีพ การที่มีกลุ่มคนนำขยะเคมีมาทิ้งและจุดไฟเผาเช่นนี้ ถือเป็นการทำลายธรรมชาติและสร้างมลพิษทางอากาศกับดินอย่างร้ายแรงที่สุด
ล่าสุด นางสาวธัญญ์นรี ชำนาญกิจ นิติกร องค์การบริหารส่วนตำบลวังตะเคียน (อบต.) ได้รับมอบอำนาจเดินทางเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.วังตะเคียน ตามใบรับแจ้งความเลขที่ EV70193256902020K พร้อมเร่งขนย้ายซากกากพิษทั้งหมดส่งมอบให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี นำไปกำจัดอย่างถูกวิธีต่อไป
ต่อมาในวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้โพสต์ภาพประจานกลุ่มทุนมหาภัยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัว พร้อมให้สัมภาษณ์พิเศษทางโทรศัพท์ระหว่างปฏิบัติภารกิจ ณ ประเทศเกาหลีใต้ โดยยืนยันว่าได้สั่งการด่วนที่สุดไปยังอธิบดีกรมป่าไม้ และกรมควบคุมมลพิษ ให้เร่งสืบหาตัวกลุ่มทุนเบื้องหลังมาลงโทษโดยไม่มีการละเว้น
ในส่วนของการดำเนินคดี พันตำรวจเอก พงษ์อนันต์ รักษาชาติ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรวังตะเคียน ระบุว่าได้ส่งชุดสืบสวนเร่งแกะรอยกล้องวงจรปิดตามเส้นทางเข้าออกป่า ทั้งทางหลวงหมายเลข 2006 เส้นทางวังด่านช้าง และสายยันฮี ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ตำบลวังท่าช้าง ซึ่งเป็นเครือข่ายลักลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรมจุดเดียวกัน ชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรีสามารถสะแกนตรวจยึดรถบรรทุกรับจ้างที่ใช้ขนขยะพิษได้แล้ว พร้อมคุมตัวคนขับและเจ้าของรถมาสอบเครียด เพื่อขยายผลถึงบริษัทต้นทางและรอยืนยันผลตรวจสารเคมี หากพบเป็นวัตถุอันตรายจะแจ้งข้อหาหนักตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย และพระราชบัญญัติโรงงาน เพื่อลากตัวการใหญ่มาดำเนินคดีตามกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงาน หากมองภาพรวมตลอดทั้งเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 ปราจีนบุรีไม่ได้เผชิญแค่เหตุการณ์ที่ป่าห้วยไคร้เท่านั้น แต่เปรียบเสมือนกำลังถูกกลุ่มทุนมืดลอบจู่โจมด้วยมลพิษอย่างต่อเนื่องในอีกหลายพื้นที่
เริ่มต้นจากตำบลหาดนางแก้ว อำเภอกบินทร์บุรี ที่มีการขนขยะสายไฟบดอัดใส่รถพ่วงมาดัมป์ทิ้งในบ่อลูกรังเก่าที่มีความกว้างราวสามไร่ และลึกถึงหกเมตร ก่อนใช้รถไถดันดินกลบปิดปากบ่ออย่างแยบยล ซึ่งเสี่ยงต่อการรั่วซึมลงสู่แม่น้ำสายสำคัญอย่างแม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำบางปะกง
ถัดมาในตำบลวังท่าช้าง อำเภอกบินทร์บุรี กลุ่มผู้มักง่ายได้นำผงเคมีสีดำซึ่งคายความร้อนตลอดเวลามาเทปรับพื้นที่ นำเปลือกสายไฟบดอัดมาทำเป็นถนน และแอบปล่อยน้ำเสียปนคราบน้ำมันเครื่องลงสระน้ำการเกษตรจนกลายเป็นสีเทาเข้มส่งกลิ่นฉุน ซึ่งนอกจากจะทำลายแหล่งน้ำแล้ว ยังเป็นอันตรายร้ายแรงเนื่องจากขวางเส้นทางออกหากินของฝูงช้างป่าที่ข้ามฝั่งจังหวัดรอยต่อเข้ามาหากินจนแทบกลายเป็นสัตว์ประจำถิ่น โดยอพยพมาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นป่าลุ่มต่ำผืนสุดท้ายของประเทศไทยในพื้นที่ป่ารอยต่อห้าจังหวัดภาคตะวันออก ( จ.ฉะเชิงเทรา จ.สระแก้ว จ.จันทบุรี จ.ระยอง และ จ.ชลบุรี)
ร่วมด้วยการลักลอบขนสายไฟหนักกว่าสองร้อยถึงสามร้อยกิโลกรัมเข้าไปจุดไฟเผากลางป่าอนุรักษ์ อพ.สธ. ในตำบลวังตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี และปิดท้ายด้วยวิกฤตสิ่งแวดล้อมบริเวณคลองหนองแสง ตำบลโคกไทย อำเภอศรีมโหสถ ที่เกิดปัญหาน้ำเสียปริศนาจนน้ำในลำคลองแปรสภาพเป็นสีดำสนิท วัดค่าออกซิเจนละลายในน้ำได้เท่ากับศูนย์ ส่งผลให้ปลาน้ำจืดลอยตายเกลื่อนคลอง กระทบวิถีชีวิตและการใช้น้ำของชาวบ้านถึงห้าหมู่บ้าน คาดว่าเกิดจากการลักลอบเททิ้งกากส่าทางการเกษตรและสารเคมีโรงงาน จนเจ้าหน้าที่ต้องเร่งสูบน้ำเน่าออกและผันน้ำสะอาดลงมาเจือจาง
และรายงานต่อไปว่า คำถามสำคัญที่ว่า เหตุใดปราจีนบุรีจึงกลายเป็นเป้าหมายหลักของการลักลอบทิ้งกากพิษ? ได้รับคำตอบในงานเสวนาเปิดตัวผลงานศึกษา “ปราจีนบุรี เมืองหลังบ้าน EEC” ซึ่งจัดทำขึ้นโดยความร่วมมือของกลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC Watch), กลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน (Land Watch THAI), มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) และเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง โดยคณะผู้ศึกษาซึ่งนำโดย นายสมนึก จงมีวศิน, นางสาวพรพนา ก๊วยเจริญ, นายเฉลิมชัย วัดจัง, นางสาวธันยาภัทร์ ดอกผล และนายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม
จากการศึกษารูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน พบว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างตลอดสามทศวรรษ โดยมีปัจจัยเร่งสำคัญประการแรกคือการกระจุกตัวอย่างสุดขั้วของใบอนุญาตโรงงาน ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ชี้ว่า จังหวัดปราจีนบุรีมีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานทุกประเภทรวมกันทั้งสิ้น 930 ใบอนุญาต แต่กลับกระจุกตัวอยู่ในเพียงสองอำเภอสูงเกินกว่าร้อยละแปดสิบของทั้งจังหวัด โดยอยู่อำเภอกบินทร์บุรีมากถึง 357 ใบอนุญาต และอำเภอศรีมหาโพธิอีก 393 ใบอนุญาต
ยิ่งไปกว่านั้น โรงงานที่เข้ามาตั้งส่วนใหญ่ล้วนเป็นโรงงานในระบบจัดการของเสีย ทั้งโรงงานลำดับที่ 105 ซึ่งเป็นการคัดแยกและฝังกลบกากอุตสาหกรรมที่มีมากถึง 70 แห่ง โรงงานลำดับที่ 088(1) ที่เป็นการหล่อหลอมโลหะและการบำบัดจำนวน 48 แห่ง และโรงงานลำดับที่ 106 สำหรับการรีไซเคิลกากอุตสาหกรรมอีก 45 แห่ง
ปัจจัยประการต่อมาคือรอยแผลทางกฎหมายและการทะลักของขยะข้ามชาติ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 4/2559 ได้ยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองรวม ส่งผลให้โรงงานจัดการของเสียสามารถแทรกตัวเข้าไปตั้งอยู่กลางพื้นที่เกษตรกรรมและใกล้ชิดชุมชนได้อย่างเสรี ประจวบเหมาะกับในปี พ.ศ. 2561 เมื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งเคยเป็นถังขยะโลก ประกาศสั่งห้ามนำเข้าขยะรีไซเคิลจากทั่วโลก กลุ่มทุนขยะข้ามชาติจึงเบนเข็มย้ายฐานกำจัดและรีไซเคิลมายังประเทศไทย โดยมีปราจีนบุรีเป็นหมุดหมายหลัก
นอกจากนี้ ดร.สมนึก จงมีวศิน หนึ่งในคณะผู้ศึกษา ยังเปรียบเทียบเชิงวิพากษ์นโยบายรัฐไว้อย่างน่าสนใจว่า รัฐบาลกำลังส่งเสริมการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานโดยเน้นแต่ปลายทาง แต่ละเลยการควบคุมและลดขยะที่ต้นทาง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงเปรียบเหมือนสมการคณิตศาสตร์ที่มีค่าเป็นนิรันดร์ คือจะมีปริมาณขยะอุตสาหกรรมทะลักเข้ามาเติมไม่หยุดหย่อนและไม่มีวันรู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด ขณะที่ นางสาวพรพนา ก๊วยเจริญ ย้ำถึงความเสี่ยงสะเทือนใจว่า จากข้อมูลแปลงที่ดินที่มีโฉนด 37 แห่ง พบว่าโรงงานขยะเหล่านี้กระจุกตัวอยู่ในผังเมืองเกษตรกรรมเกินกว่าครึ่งหนึ่ง และมีบางโรงงานตั้งตระหง่านอยู่กลางเขตชุมชนที่มีประชาชนอยู่อาศัยอย่างหนาแน่น รวมถึงเขตอนุรักษ์ชนบทอีกด้วย
เมื่อบ่อลูกรังเก่า ที่สาธารณประโยชน์ และป่าชุมชน กลายสภาพเป็นจุดรองรับกากอิเล็กทรอนิกส์ กากยิปซัม และสารเคมีพิษอย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านในพื้นที่จึงไม่อาจทนเงียบได้อีกต่อไป
ล่าสุด ขณะนี้ กลุ่มปราจีนบุรีเข้มแข็ง ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม ได้เริ่มเคลื่อนไหวเร่งรวบรวมรายชื่อพี่น้องประชาชนทั่วทั้งจังหวัด เพื่อเตรียมยื่นหนังสือคัดค้านนโยบายของรัฐบาลอย่างถึงที่สุด ในประเด็นที่จะผนวกเอาจังหวัดปราจีนบุรีเข้าเป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC จังหวัดที่ 4
ภาคประชาชนระบุตรงกันว่า ทุกวันนี้เพียงแค่สถานะ “หลังบ้าน EEC” ปราจีนบุรีก็ต้องแบกรับขยะและมลพิษอุตสาหกรรมหนักหน่วงจนทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพของคนในพื้นที่พังทลายลงไปมากแล้ว หากรัฐบาลยังคงดันทุรังดึงปราจีนบุรีเข้าสู่วงจร EEC เต็มรูปแบบ โดยที่ปัญหาเก่าเรื่องการลักลอบทิ้งกากพิษและการขาดการควบคุมโรงงานยังไม่ได้รับการแก้ไข เมืองอันเคยอุดมสมบูรณ์แห่งนี้คงไม่อาจหลีกเลี่ยงชะตากรรมการถูกจดจำในฐานะ “ถังขยะโลก” ใบใหม่ได้อย่างแน่นอน
### มานิตย์ สนับบุญ – รายงาน / ทองสุข สิงห์พิมพ์ – ภาพ / ปราจีนบุรี – รายงานพิเศษ###

