วันศุกร์, กรกฎาคม 24, 2026
Latest:
ในประเทศ

นนทบุรี วงจรปิด สองสามีภรรยาร้อง “ประธานชาติ” ช่วยติดตามคนร้ายถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ 8-9 คนรุมกระทืบสาหัส

นนทบุรี วงจรปิด สองสามีภรรยาร้อง “ประธานชาติ” ช่วยติดตามคนร้ายถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ 8-9 คนรุมกระทืบสาหัส

 

เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2569 ดร.สิทธิศักดิ์ เจียวพงษ์พิพัฒน์ (ดร.ประธานชาติ) ที่ปรึกษากต.ตร.ตำรวจภูธรภาค 1 (ผู้ทรงคุณวุฒิ) , ประธาน กต.ตร.สภ.ปลายบาง และ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ กต.ตร.สภ.บางศรีเมือง พร้อมด้วย น.ส.วรรณิดา คงทอง ทนายความ ได้รับเรื่องร้องเรียนจาก นายปิง อายุ 33 ปี พร้อมด้วย น.ส.พลิ้ว อายุ 32 ปี แฟนสาว หลังถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ 8-9 คน ขับขี่รถจยย. 5 คัน ตามประกบก่อนรุมทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัส ผ่านมานานกว่า 3 ปี เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวคนร้ายได้เพียง 6 คน ส่วนอีก 2 คน ยังหลบหนีลอยนวล ตนเกรงว่าจะเกิดอันตราย จึงอยากร้องขอความเป็นธรรม และให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวคนร้ายได้ทั้งหมด เหตุเกิดดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2566 หลังตลาดพระปิ่น 3 ต.บางแม่นาง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี แจ้งความไว้ที่สภ.บางใหญ่

 

ภาพจากกล้องวงจรปิด เวลา 18.40 น. วันที่ 18 เม.ย. 2566 จับภาพขณะนายปิงและน.ส.พริ้ว ผู้เสียหาย ขับขี่รถจยย.อยู่บริเวณถนนหน้าหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ต่อมามีกลุ่มชายฉกรรจ์ จำนวน 6 คน ได้แก่ นายบาส (ขับขี่รถจยย.ตามประกบผู้เสียหาย) นายดี, นายฮอน, นายอั้น ขับขี่รถจยย.มาคนละคัน ส่วนนายติ๊กกับนายอาท ขับขี่รถจยย.ซ้อนท้ายมาด้วยกัน ตามกันมาติดๆ ก่อนจะจอดรถจยย.ลงไปชกต่อยกับนายปิง โดยระหว่างนั้นมีเสียงปืนดังขึ้น 4 นัด และเสียงคนตะโกนให้ปล่อยอาวุธปืน รวมทั้งเสียงกรีดร้องของน.ส.พริ้ว แฟนสาวของนายปิง จากนั้นกลุ่มชายฉกรรจ์ได้เข้ามารุมกระทืบนายปิง ซึ่งขณะนั้นน.ส.พริ้ว พยายามห้ามปรามแต่ก็ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ทำร้ายไปด้วย โดยมีพรรคพวกของกลุ่มชายฉกรรจ์อีกหลายคนยืนมุงดูในที่เกิดเหตุ

 

นายปิง ผู้เสียหาย กล่าวว่า ตนนั่งดื่มกับเพื่อนที่บ้านของตนแถวหลังตลาดพระปิ่น 3 และมีเพื่อนของเพื่อนคือนายเอ (ไม่ทราบชื่อจริง) มานั่งดื่มด้วย ตนไม่ได้รู้จักกับคู่กรณีโดยตรง จึงทักทายตามมารยาท ถามว่าชื่ออะไร คู่กรณีกลับตอบมาว่า “จำไม่ได้ว่าชื่ออะไร” ซึ่งตอนนั้นตนไม่มั่นใจว่าคู่กรณีกวนหรือเปล่า จึงลองถามอีกครั้งว่าบ้านอยู่แถวนี้ไหน เพราะตนก็เพิ่งย้ายมาอยู่แถวนี้ได้ไม่นาน คู่กรณีตอบมาว่า “จำไม่ได้ว่าบ้านอยู่ตรงไหน” ตนจึงมั่นใจแล้วว่าคู่กรณีมีเจตนาไม่ดีกับตน จึงขอให้คู่กรณีกลับบ้านไปก่อน ผ่านไป 5 นาที คู่กรณีโทรกลับมาหาเพื่อนของตนที่นั่งดื่มด้วยกัน บอกว่า “ถ้าตนมีปัญหาตัวต่อตัวกับเขาก็ได้” ตนจึงถามว่า “ทำไมถึงไม่พูดตั้งแต่แรก”

 

จากนั้นประมาณตี 2 นายเอกลับมาที่บ้านของตนพร้อมกับพรรคพวกประมาณ 20 คน พี่ชายของตนจึงออกมาเคลียร์เพราะรู้จักกับ 1 ในกลุ่มคู่กรณี คือนายอาท ซึ่งทั้งตนและนายอาทก็ไม่เคยรู้จักหรือมีเรื่องกันมาก่อน นายอาทสั่งให้พี่ชายตบหน้าตนเพราะไม่ยอมก้มหัวให้คู่กรณี แต่พี่ชายตนไม่ยอม นายอาทจึงพูดข่มขู่ไว้ว่า “ไม่เป็นไร อย่าให้กูเจอมันที่ไหนแล้วกัน” หลังจากนั้นจึงได้แยกย้ายกันไป

 

ผ่านไปประมาณ 2 ปี ตนได้ขับขี่รถจยย.ไปกินข้าวกับแฟนแถวหมู่บ้านพระปิ่น 3 ขณะกำลังกลับบ้านได้ขับขี่รถจยย. ผ่านโต๊ะสนุ้กเกอร์แห่งหนึ่ง เห็นมีกลุ่มวัยรุ่นนั่งอยู่หลายคนแต่ตนไม่กล้าหันไปมองเพราะรู้ดีว่าคนกลุ่มนี้คือกลุ่มเดียวกับที่ยกพวกไปหน้าบ้านของตน สักพักมีชาย 1 คน คือ นายบาส ขับขี่รถจยย.ตามมาประกบด้านข้าง และถามว่า “ชื่อปิงใช่มั้ย” ตนไม่ตอบและบอกกลับไปว่า “เราไม่เคยมีเรื่องอะไรกัน” จากนั้นมีรถจยย.อีกคันขับมาปาดหน้าตน ตนจึงต้องจอดรถ ยอมรับว่าวันนั้นตนพกอาวุธปืน ขนาด 9 มม. ไปด้วย เนื่องจากมีเพื่อนๆของญาติมาหาที่บ้าน ตนกังวลกลัวอาวุธปืนจะหายจึงพกติดตัวมา

 

ขณะนั้นเมื่อเห็นท่าไม่ดีจึงหยิบอาวุธปืนออกมา แต่ไม่ทันได้ยิงก็ถูกล็อคคอจากด้านหลัง กดลงพื้น และเหยียบมือตนที่ถืออาวุธปืนอยู่ ตนได้ยินเสียงคนสั่งให้แย่งอาวุธปืนมายิงตน จึงตัดสินใจยิงลูกกระสุนปืนทิ้ง จำนวน 4 นัด (ในรังเพลิงมี 9 นัด) ก่อนถูกรุมทำร้ายจนตนหมดสติไป ตอนแรกเข้าใจว่าคนที่เข้ามาทำร้ายมีเพียงคนเดียว แต่ดูจากคลิปภายหลังทราบว่ามีผู้ก่อเหตุประมาณ 9-10 คน หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจจับตัวคนร้ายได้ทั้งหมด 6 คน แต่ยังเหลืออีก 2 คน คือ นายอั้น กับนายฮอน ที่ยังไม่สามารถจับกุมตัวได้ ตนเกรงว่าจะเกิดอันตราย และห่วงความไม่ปลอดภัย จึงมาร้องขอความเป็นธรรมเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวคนร้าย อีก 2 คน ให้เร็วที่สุด

 

ด้าน ดร.สิทธิศักดิ์ หรือ ดร.ประธานชาติ กล่าวว่า คดีนี้เกิดมาร่วม 3 ปีแล้ว โดยศาลพิพากษาผู้ต้องหาไปแล้วทั้งหมด 6 ราย แต่ยังเหลืออีก 2 ราย ที่ยังไม่ได้รับการลงโทษ ทางทนายของผู้เสียหายจึงได้มาร้องเรียนกับตนในฐานะที่ตนมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษากต.ตร.ตำรวจภูธรภาค 1 (ผู้ทรงคุณวุฒิ) ว่าให้ช่วยเร่งรัดคดีและติดตามตัวผู้กระทำความผิดอีก 2 ราย ที่เหลือ วันนี้ตนจึงได้พาผู้เสียหายเข้ามาพบกับทางผู้กำกับการ สภ.บางใหญ่ ซึ่งท่านให้ความเมตตา รับปากว่าจะเร่งรัดคดี และติดตามตัวผู้ต้องหาที่เหลืออีก 2 ราย ในเร็วๆนี้ จะมีการสอบปากคำเพิ่มและชี้ตัวผู้กระทำความผิด โดยนำพยานมาเพิ่มเติม ซึ่งทางตนยินดีช่วยเหลือ ถ้าคดีไหนไม่ได้รับความเป็นธรรม และไม่มีความคืบหน้า ตนยินดีจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือทางด้านคดีให้รวดเร็ว และสำเร็จด้วยดี

 

น.ส.วรรณิดา ทนายความ กล่าวว่า คดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2566 มีผู้กระทำผิดร่วมกันทั้งหมดประมาณ 9 ราย ซึ่งก่อนหน้านี้มีการ ฟ้องคดีไปบางส่วนแล้ว จำนวน 6 ราย ศาลพิพากษาลงโทษแล้ว ในระหว่างคดีพบว่ามีหลักฐานเพิ่มเติม คือ ทราบชื่อ-นามสกุล ของผู้ร่วมกระทำความผิด อีก 2 ราย ซึ่งผู้เสียหายได้มาแจ้งความแล้ว 1 ครั้ง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตัวผู้กระทำความผิด 2 ราย ที่เหลือ แต่ไม่ได้ความคืบหน้ามากนัก จึงได้มาขอความช่วยเหลือจาก ดร.ประธานชาติ เพื่อให้ท่านช่วยประสานกับทางผู้กำกับการ สภ.บางใหญ่ ให้เร่งติดตามตัวผู้กระทำผิดอีก 2 ราย มาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ด้าน พ.ต.อ.สิรภพ อนุศิริ ผกก.สภ.บางใหญ่ กล่าวว่า เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและจะเรียกตัวผู้ต้องหามาแจ้

งข้อกล่าวหาต่อไป