วันพุธ, กรกฎาคม 22, 2026
Latest:
ในประเทศ

ความจริงก็คือความจริง ครูปรีชา อ้างประสานเลขาฯ นายกอนุทิน รับทำคดีคนละ 3 แสน จ่ายแล้วเกือบ 5 หมื่น แต่ไม่คืบทวงแล้วเริ่มงอแง จำได้ไหม ชายวัย 47 ปี

ความจริงก็คือความจริง ครูปรีชา อ้างประสานเลขาฯ นายกอนุทิน รับทำคดีคนละ 3 แสน จ่ายแล้วเกือบ 5 หมื่น แต่ไม่คืบทวงแล้วเริ่มงอแง จำได้ไหม ชายวัย 47 ปี ชาวนครปฐมร้องสื่อพร้อมเพจดัง หลังลูกชายและเพื่อนลูกตกเป็นจำเลยคดีฆ่าคนตาย ศาลตัดสินจำคุก 6 ปี 8 เดือน แต่ยังหาหลักฐานมาต่อสู้คดีไม่ได้ คิดถึงครูที่เคยสอนกลับไปหาครูปรีชา ชมรม ครูปรีชาค้นหาความจริง พร้อมเริ่มเดินหาหลักฐาน ไปๆมาๆ กลับเป็นอ้างว่ารู้จักเลขาเสี่ยหนูอนุทินฯ พร้อมช่วยพลิกคดี เรียกเงินครั้งแรกหัวละ 3 แสน ต่อรองจนจ่ายเงินก้อนแรก ร่วม 5 หมื่นบาท เอะใจว่าอาจจะไม่ใช่เรื่องจริง พอเริ่มทวงเงินแต่โดนบ่ายเบี่ยง หวั่นจะซวยซ้ำซ้อน เพราะต้องไปกู้เงินมาให้ครูตามหาความจริง แต่ตอนนี้อยากหาความจริงจากครูปรีชา วันที่ 22 กรกฎาคม 69 นายวิทยา (นามสมมติ) อายุ 47 ปี ชาวอำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ได้เข้าร้องเรียนกับนายศุภภัทรพจน์ นิติศศธร หรือ”มหาพจน์” เจ้าของเพจ “คุยข่าวเล่าความ” ซึ่งเป็นเพจเกี่ยวกับการให้ความรู้ทางกฎหมาย ว่าตนเองได้ถูกนายปรีชา ใคราครวญ หรือครูปรีชา คนดังในตำนานคดีหวย 30 ล้านบาท เรียกเงินค่าติดตามทำคดีที่ลูกชายและเพื่อนถูกศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 6 ปี 8 เดือน ในข้อหาฆ่าตาย ยอดรวมเกือบ 5 หมื่นบาท ซึ่งหลังไม่มีความคืบหน้าจึงได้ทวงถามเรื่องเงินแต่กลับถูกบ่ายเบี่ยงและยังไม่มีการคืนมาให้ ซึ่งกังวลใจว่าจะไม่ได้รับเงินคืนและหากเป็นการหลอกลวงก็ขอให้หยุดการกระทำซึ่งอาจจะมีผู้เสียหายเกิดขึ้นได้ โดย นายวิทยา (นามสมมติ) อายุ 47 ปี บอกว่า เรื่องดังกล่าวต้องย้อนหลังกลับไปเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 69 นายเอ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี บุตรชายและเพื่อนสนิท คือนายเอ็ม (นามสมมติ) อายุ 18 ปี ได้ถูกคนร้ายไม่ทราบว่าเป็นใคร ขับขี่จักรยานยนต์ สวนมาแล้วใช้มีดฟันจนได้รับบาดเจ็บสาหัส จากนั้นได้ไปรักษาตัวที่ รพ.นครปฐม ในช่วงเวลาประมาณ 23.15 น. ต่อมาไม่นานได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มาตามตัวที่ ห้องฉุกเฉินและแจ้งว่าทั้งคู่ได้ก่อเหตุฆ่า ด.ช.ฉัตร (นามสมมติ) อายุ 14 ปี จนถึงแก่ความตาย กระทั่งถูกศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 6 ปี 8 เดือน ซึ่งอยู่ในระหว่างการต่อสู้คดีเนื่องจากมีเจ้าหน้าที่บอกให้เซ็นยอมรับจนตกเป็นผู้ต้องหาในคดีและได้เคยออกมาร้องต่อสื่อเพื่อขอให้ใครที่มีกล้องวงจรปิดหรือมีพยานที่ชี้ได้ว่าทั้งคู่ไม่ได้ทำขอให้มาช่วยแสดงตัวยืนยันแต่ก็ได้ข้อมูลมาไม่มากนั้น นายวิทยา (นามสมมติ) อายุ 47 ปี บอกต่อว่า หลังจากสื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวไปแล้ว ตนเองได้พยายามหาหนทางหลายทางซึ่งได้ฉุกคิดถึงครูปรีชา หรือ นายปรีชา ใคร่ครวญ ซึ่งเป็นครูที่เคยสอนหนังสือตนเองมาตั้งแต่เด็ก และทราบว่ามีการตั้งชมรม “ครูปรีชา ค้นหาความจริง” ซึ่งเป็นเหมือนกระบอกเสียงให้กับประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือ จึงได้ไปขอความช่วยเหลือกระทั่ง ครูปรีชาได้ลงพื้นที่มาที่บ้านและสอบถามข้อมูลและได้ให้ข้อมูลกับสื่อว่าจะลงมาตามหาความจริงเรื่องประจักษ์พยานหลักฐานต่างๆที่จะมาขอแสดงในชั้นอุทธรณ์ ทำให้ตนเองมีความหวังขึ้นมาว่าจะมีคนที่จะมาช่วยทำความจริงให้ปรากฏ นายวิทยา (นามสมมติ) อายุ 47 ปี เล่าต่อไปอีกว่า หลังจากมีการประกาศผ่านสื่อไปแล้วว่าครูปรีชาจะมาช่วยในการสืบหาหลักฐานต่างๆ ไม่กี่วันก็ได้มาแจ้งว่ามีผู้ใหญ่ที่จะสามารถช่วยได้ซึ่งจะต้องใช้เงิน 300,000 บาท ในการเปลี่ยนสำนวนในคดีให้ โดยจะนำเงินไปใช้จ่ายสำหรับการทำงานในการอุทธรณ์ แต่ตนเองบอกว่าไม่ทีเงินและได้ต่อรองกันจนมาเหลือที่ 50,000 บาท และได้บอกว่าจะเอามาเปิดทำเพจและเรื่องอื่นๆ สุดท้ายได้โอนเงินไปให้ 30,500 บาท จากนั้นก็ได้บอกว่าคดียุ่งยากมากและสำนวนมัดแน่นหนา จึงจะต้องให้ไปพบกับผู้ใหญ่ ซึ่งบอกครั้งแรกว่า เป็นเลขาทท่านอนุทินฯ ซึ่งมีพาวเวอร์ในการช่วยเหลือได้ และได้ให้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อมา ตนเองก็ได้โทรหาแต่สายไม่ติด จึงได้แจ้งครูปรีชา และได้ส่งคอนแทคทางแอพพลิเคชั่นไลน์ มาให้ โดยมีการเขียนชื่ออักษร ว่า ณัฐ(นามสมมติ) และได้มีการนัดพบกัน ที่หลักสี่กรุงเทพ ซึ่งเมื่อไปถึงจุดนัดหมายก็ได้พาไปที่สำนักงาน ซึ่งยังสงสัยว่าทำไมเป็นห้องเล็กๆ ไม่สมฐานะ ซึ่งเมื่อได้เข้าไปคุยก็ได้พบกับชายอีกคนหนึ่ง แต่งกายคล้ายตำรวจครึ่งท่อน ซึ่งทั้งคู่ได้ดูสำนวนและบอกว่าเป็นคดีที่ยาก แต่จะช่วยให้โดยมีค่าใช้จ่าย 300,000 บาท ซึ่งตนเองก็บอกอีกครั้งว่าไม่มีเงิน และต่อรองจนลดราคาได้ที่ 30,000 บาท และตนเองเริ่มสงสัยในพฤติกรรม จึงได้จ่ายไปก่อน 10,000 บาท แต่ก็ถูกทวงเงินทั้งวัน ซึ่งก็เริ่มสงสัยมากขึ้น จึงได้โอนไปให้อีก 8,000 บาทเพื่อให้ชัดเจนว่าน่าจะโดนหลอก ซึ่งหลังจากจ่ายไปแล้ว 18,000 บาท ทางปลายทางได้บอกว่าตอนนี้ต้องขอขึ้นเงินเป็นที่ 50,000 บาท เท่ากับว่าจะจ่ายยังไงก็ไม่จบแน่ ๆ นายวิทยา (นามสมมติ) อายุ 47 ปี เล่าพร้อมหยิบโทรศัพท์นำข้อมูลการโอนเงินให้ บอกว่า ผมต้องไปยืมเงินญาติพี่น้องส่วน นายเอ็ม (นามสมมติ) เพื่อนที่ถูกคดีด้วย ก็เริ่มสงสัยจึงได้ตัดสินใจ หวนกลับไปทวงที่ครูปรีชา ว่าก่อนแรก 30,500 บาท นั้นจะขอคืนเพื่อจะมาจ่ายให้ทาง นายณัฐ (นามสมมติ) ตรงนั้นคือจุดเริ่มต้นของการติดตามเงินหลายครั้งก็ได้รับการบ่ายเบี่ยง บอกว่าเงินได้ให้ผู้ใหญ่ไปแล้วบ้าง ให้ทนายสำหรับไปฟ้องพนักงานสอบสวนที่ทำคดี ที่เขียนสำวนผิดจนเป็นปัญหาบ้าง อ้างว่างานยุ่งบ้าง โดยเมื่อชดเจนว่าน่าจะโดนหลอกแล้ว จึงได้เดินทางมาพบ มหาพจน์ เจ้าของเพจดัง เพื่อให้ช่วยตรวจสอบว่าตนเองโดยโกงหรือไม่ เพราะความเชื่อว่า การได้พบเลขาฯท่านอนุทิน น่าจะไม่ใช่ตัวจริง และตอนนี้ยอมรับว่าเดือดร้อนหนักเพราะต้องไปยืมเงินญาติมาซึ่งตอนนี้เริ่มสงสัยว่าชมรมตามหาความจริงของครูปรีชาจะช่วยได้หรือไม่ ซึ่งอยากจะถามกลับไปว่าตอนนี้อยากจะหาความจริงจากครูปรีชาก่อนและที่ออกมาร้องครั้งนี้เพื่อต้องการเงินคืนและหากทั้งคู่ไม่ได้ช่วยตนเองตามที่อ้างว่าได้ประสานกับผู้ใหญ่ที่อ้างทั้งฝ่ายศาล อัยการ ตำรวจ บ้าง ก็อย่าไปทำแบบนี้กับใครอีกเพราะคนที่ไปหาก็ทุกข์มากอยู่แล้วและอย่าทำแบบนี้กับใครอีก ด้าน นายศุภภัทรพจน์ นิติศศธร หรือ”มหาพจน์” เจ้าของเพจ “คุยข่าวเล่าความ” บอกว่า การรับเรื่องร้องเรียนกรณีนี้ ทราบว่า นายวิทยา (นามสมมติ) อายุ 47 ปี มาร้องเรียนทราบว่ามีการมาให้ช่วยคดี โดยมีรูปแบบเป็นชมรมแต่ปัญหาที่ว่าคือ ครูคนนี้ได้มีการประสานงานเชื่อมโยงว่าคนที่ให้ไปติดต่อเลขาฯของท่านอนุทิน นายกรัฐมนตรี แต่พอไปถึงสำนักงานก็มีการให้คำปรึกษาและบอกว่ารู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ที่จะช่วยได้และมีการเรียกค่าใช่จ่ายเท่ากันด้วยที่ 300,000 บาทต่อคน และได้มีการขอค่าใช้จ่ายไปบางส่วน จนกระทั่งมีการจ่ายของครูไปแล้ว 30,500 บาท และของท่านเลขาฯอีก 18,000 บาท และยังมีการเพิ่มเงินขึ้นอีกด้วย ซึ่งได้มีการติดตามทวงเงินจากครูคนดังเนื่องจากฝ่ายท่านเลขาฯ มีการโทรมาทวงเงินทุกวัน เท็จจริงอย่างไรไม่ทราบ “สำหรับผมเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องจริงการที่จะมีกระบวนการไปรื้อสำนวนทางเอกสารไม่น่าจะเป็นไปได้ ซึ่งเป็นเหตุเป็นผลว่าทำไมเขาถึงมาร้องเรียน ซึ่งถ้าตรวจสอบแล้วมีพฤติกรรมชัดเจนก็จะมีการนำตัวไปแจ้งความกล่าวทุกข์เอาผิดอย่างชัดเจน ซึ่งเรื่องพฤติกรรมหากเข้าข้อกฎหมาย เพราะหลายอย่างคือ อ้างว่ารู้จักกับเลขาท่านอนุทิน อันนี้เป็นไปไม่ได้ กรณีนี้หากผิดข้อหาฉ้อโกง มีโทษอัตราเดียว คือจำคุกไม่เกิน 3 ปี ถ้าสืบสาวไปแล้วว่าเคยทำมาแล้วโดยไม่ได้เจาะจงว่าใครต่อเนื่องมาก็จะเข้าข้อกฎหมายองค์ประกอบเรื่องการฟอกเงินด้วย แต่ก็จะขอฟังคลิบและดูการแชททั้งหมดอีกครั้งประกอบด้วย” นายศุภภัทรพจน์ กล่าวปิดท้าย