วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 16, 2026
Latest:
ในประเทศ

นนทบุรี ไม่ตายไมค์! เปิดใจ “หมวดนัท” หอบหลักฐานชี้แจง “กัน จอมพลัง” ยืนยันไม่ได้มั่วบ้านงาน เข้าพื้นที่ในฐานะ อพปร. พร้อมเผยตำแหน่ง-อาชีพที่แท้จริง

นนทบุรี ไม่ตายไมค์! เปิดใจ “หมวดนัท” หอบหลักฐานชี้แจง “กัน จอมพลัง” ยืนยันไม่ได้มั่วบ้านงาน เข้าพื้นที่ในฐานะ อพปร. พร้อมเผยตำแหน่ง-อาชีพที่แท้จริง

 

จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ใกล้เคียงซอยลาดพร้าว 1 เขตจตุจักร กทม. ช่วงคืนวันที่ 12 ก.ค. 69 ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้เป็นจำนวนมาก โดยต่อมามีชายปริศนาแต่งกายคล้ายทหารเต็มยศ เดินประกบระหว่างที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังให้ข้อมูลว่าเจ้าของร้านไม่ยอมให้ลูกค้าออกต้องจ่ายเงินก่อน ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น ซึ่งทราบภายหลังว่าชายคนดังกล่าว คือ ว่าที่ ร.ท.ชิตพงศ์ ขัตตพงษ์ หรือ หมวดนัท อดีตผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตพญาไท หมายเลข 1 สังกัดกลุ่มกรุงเทพบินได้

 

ล่าสุด เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 15 ก.ค. 69 นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ “กัน จอมพลัง” พร้อมด้วย นางสาวอังศวีร์ อนุวัตน์รุจิกร หรือ “ทนายโรส” ได้เชิญ ว่าที่ ร.ท.ชิตพงศ์ ขัตตพงษ์ หรือ “หมวดนัท” อายุ 35 ปี หอบหลักฐานชี้แจง ตำแหน่ง-อาชีพ ที่แท้จริง เผยคืนเกิดเหตุมีเจตนาดีและเป็นจิตอาสา ยืนยันไม่ได้มั่วบ้านงาน เข้าพื้นที่ในฐานะ อพปร.

 

กัน จอมพลัง กล่าวว่า วันนี้ตนได้เปิดพื้นที่ให้หมวดนัทนำหลักฐานมาชี้แจงประเด็นต่างๆ พร้อมหยิบประเด็นคำถามที่สังคมตั้งข้อสงสัยมาสอบถามในวันนี้ เพื่อให้สังคมได้กระจ่างกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ตนพร้อมจะรับฟังและไม่ตัดสินใจว่าจริงหรือไม่อย่างไร

 

ว่าที่ ร.ท.ชิตพงศ์ หรือ หมวดนัท กล่าวว่า ตนเป็นอาสาสมัคร และเป็นกรรมการศูนย์ประสานอาสาสมัครป้องประกันภัยฝ่ายพลเรือน เขตพญาไท วันที่เกิดเหตุกำลังนั่งรับประทานอาหาร แล้วเห็นข่าวในไลน์กลุ่ม อพปร.พญาไท ว่ามีเหตุเพลิงไหม้ที่ร้านอาหารใกล้เคียงลาดพร้าว ซอย 1 และมีผู้ติดค้างจำนวนมาก ตนจึงรีบไปที่เกิดเหตุ ส่วนสาเหตุที่แต่งตัวเต็มยศไปแบบนั้นเพราะไปงานบีบีกันมาก่อน ซึ่งมีชุดติดอยู่ในรถ ก่อนจะเข้าที่เกิดเหตุจึงคิดว่าการเซฟตัวเอง ไม่เป็นภาระคนอื่นดีที่สุด จึงได้หยิบเครื่องแบบนั้นมาใส่ ตนไม่ได้ตั้งใจให้คนเข้าใจว่าเป็นทหาร แต่ที่ติดบัตรประจำตัวที่ระบุว่ายศ “ว่าที่ร้อยโท” เพราะต้องการแสดงตัวให้ชัดเจนว่าเป็นอาสาสมัคร เผื่อใครเห็นจะได้เรียกใช้ และเป็นหลักฐานว่าตนผ่านการฝึกอบรมมาแล้ว ซึ่งหลังเข้าจุดเกิดเหตุได้เจอรุ่นพี่ที่เรียนอาคารสูงมาด้วยกัน จึงได้เข้าไปรายงานตัวว่าตนได้เข้ามาในพื้นที่ เพราะหากตนสูญหายไปในร้าน จะได้รู้ว่าเกิดเหตุกับตน

 

ประเด็นเรื่องนายอนุทิน ชาญกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ตนยืนยันว่าไม่ได้นั่งรถมากับนายกฯ และไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว กรณีที่ตนได้เข้าไปให้ความคิดเห็นกับนายกฯ ว่าประตูหลังของร้านถูกล็อกด้วยกลอน 2 ชั้น ซึ่งเป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของตนที่มองว่าทางร้านอาจจะกลัวลูกค้าหนี ไม่จ่ายตังค์ หรือ บางคนเมาแล้วออกประตูนี้ก็ได้ ยอมรับว่าไม่ทราบว่าคำพูดคืนนั้นอาจมีผลกระทบทางกฎหมาย ตนยอมรับว่าผิดและขออภัยในจุดนี้

 

ประเด็นพื้นที่เกิดเหตุจะไม่ใช่พื้นที่เขตพญาไทที่ตนมีตำแหน่งกรรมการศูนย์ประสานงานอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน แต่ตนเองมีจิตอาสา และเมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ลักษณะนี้ กำลังพลอาจจะไม่เพียงพอ ตนจึงอยากจะเข้าไปช่วยเหลือในนามจิตอาสาคนหนึ่งไม่ได้มีอะไรแอบแฝง สิ่งที่ช่วยเจ้าหน้าที่ในวันนั้น คือ เมื่อถึงที่เกิดเหตุได้ช่วยเจ้าหน้าที่กั้น Police Line และช่วยเก็บทรัพย์สินของผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต อย่างเช่น โทรศัพท์ของผู้ประสบภัยที่ญาติโทรเข้ามา หลังจากนั้น ได้เดินดูโดยรอบพื้นที่ว่ามีอะไรที่จะสามารถช่วยเหลือได้หรือไม่ และได้พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ดับเพลิง

 

ประเด็นการติดป้ายที่ชุดระบุว่า ARMY แล้วมีชื่อตนอยู่ข้างล่าง ตนติดเพื่อประดับชุดเท่านั้น ซึ่งชุดที่ใส่ไม่ใช่เครื่องแบบสนามลายพรางดิจิทัลของกองทัพบกไทย (ทบ.) หรือว่าชุดราชการกลาโหม แต่เป็นชุดที่เวลาไปงานบีบีกันก็จะใส่ในลักษณะนี้

 

ประเด็นเรื่องการมั่วบ้านงาน ตนไม่อยากให้ใช้ประโยคนี้ เหตุการณ์แบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด มันอาจจะทำให้กระทบกระเทือนจิตใจของญาติผู้สูญเสีย ซึ่งหนึ่งในผู้สูญเสียก็คือ “จ่ากวาง” เป็นเพื่อนของตนที่เรียนช่างฝีมือทหารมาด้วยกัน ยืนยันว่าที่เข้าไปช่วยเหลือไม่ได้นำตำแหน่งไปแอบอ้าง เพียงแต่เข้าไปช่วยเหลือด้วยจิตอาสา ของการเป็น อปพร. เท่านั้น

 

ส่วนประเด็นที่ตนใช้วิทยุสื่อสาร “วอดำ” นั้น ยอมรับว่าตนซื้อมาจากคลองถม แต่ได้มีการอบรมการใช้วิทยุสื่อสาร 401 ซึ่งมีเอกสารการฝึกอบรมชัดเจน คลื่นความถี่ที่ล็อกไว้เป็นคลื่นความถี่ที่ใช้กับศูนย์อุบัติภัยตามระเบียบของ อปพร. ที่กำหนดไว้ และคืนนั้นไม่ได้ถือเพื่อคุยกับใคร เพียงแต่ฟังเหตุอื่นๆ ด้วยในระหว่างนั้นด้วย

 

สำหรับประเด็นเรื่องการแต่งกายคล้ายตำรวจ เป็นภาพจากละครและภาพยนตร์ที่ตัวเองเคยร่วมแสดงเป็นตัวประกอบ ซึ่งเคยผ่านงานแสดงมาแล้วกว่า 100 เรื่อง แต่ทุกวันนี้ไม่ค่อยมีแล้ว

 

ประเด็นโลกโซเชียลแชร์ภาพที่ตนสวมชุดอาชีพต่างๆ และเครื่องแบบเข็มต่างๆ เช่น เข็มสงครามทุ่น จากกรมการทหารช่าง ตนยืนยันว่าได้รับเอกสารมาอย่างถูกต้อง และได้รับจากมือผู้บัญชาการทหารบก ณ เวลานั้น ซึ่งได้เพราะตนไปทำงานจิตอาสาต่างๆ แล้วเก็บเป็นภาพถ่าย แล้วส่งไปทำเรื่องขอเพื่อพิจารณา

 

ประเด็นภาพการฝึก Cobra Gold ตนยอมรับว่าเป็นคนติดต่อไปเองผ่านการเปิดรับสมัคร ซึ่งได้เข้าไปเรียนรู้ส่วนของการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการบรรเทาสาธารณภัย ไม่ใช่การฝึกรบแบบทหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจของกำลังพลสำรอง ที่ระบุว่า สามารถเข้าไปช่วยเหลือเหตุที่เกี่ยวกับการบรรเทาสาธารณภัยได้ ส่วนภาพที่ถือ M16 ก็เป็นหนึ่งในการฝึกกำลังพลสำรองเช่นกัน

 

ประเด็นที่มีเพจดังออกมาแฉว่า ในช่วงการชุมนุม กปปส. ตนเคยถูกจับ เพราะแต่งกายเลียนแบบทหาร ยอมรับว่าตอนนั้นตัวเองใส่ชุดทหารจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพียงเพราะต้องการให้คนเห็นว่าเป็นทหารแล้วมาช่วยเหลือคนเท่านั้น แต่ยืนยันว่าไม่ได้ถูกจับ เพียงแค่ถูกเรียกไปตักเตือนเฉยๆ

 

ส่วนประเด็นเรื่องรายได้ ตนมีงานเป็นพิธีกร และวิทยากรฟรีแลนซ์ รับงานบรรยายร่วมกับหน่วยงานต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีกิจการของที่บ้านทำให้ครอบครัวพอมีพอกิน แต่หลังจากเกิดเหตุที่กระแสสังคมอยู่ตอนนี้ ล่าสุดงานพิธีกรที่มีเอกชนจ้างงานก็ถูกยกเลิกไปแล้ว

ว่าที่ ร.ท.ชิตพงศ์ หรือ หมวดนัท กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า ”ตนยอมรับว่าอยากเป็นทหาร ที่ผ่านมาพยายามสอบหลายครั้ง ซึ่งผ่านข้อเขียน แต่ไม่ผ่านในส่วนของการทดสอบด้านสมรรถภาพร่างกาย แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากรับราชการทหาร ตนมีใจรักในการเป็นจิตอาสา อยากทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ถึงไม่ใช่ข้าราชการแต่ตนมีใจเต็มร้อย”