ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เผย ‘คดีหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ’แชมป์โกงกวาด 72 ล้านบาท
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เผย ‘คดีหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ’แชมป์โกงกวาด 72 ล้านบาท
บุกทลายเครือข่ายม้ากดเงินชาวรัสเซีย ยึดเงินสดกว่า 5 ล้านบาท
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์
รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 5 – 11 ก.ค.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 5,655 คดี มูลค่าความเสียหาย 226,075,762 บาท
ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้เพิ่มขึ้นจากห้วงวันที่ 28 มิ.ย. – 4 ก.ค.69 จำนวน 67 คดี และพบว่ามูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้น 18,347,638 ล้านบาท
ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่า “การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ” ยังคงเป็นคดีที่มีปริมาณสูงที่สุด มีจำนวนคดีอยู่ที่ 4,427 คดี ครองสัดส่วนถึง 78.3% ของคดีทั้งหมด และยังเป็นคดีที่สร้างมูลค่าความเสียหายทางการเงินสูงสุดถึง 72 ล้านบาท ครองสัดส่วน 31.9% ของคดีทั้งหมด
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) จึงขอแจ้งเตือนประชาชน ให้ระมัดระวังมิจฉาชีพในรูปแบบการหลอกลวงด้านการซื้อขายสินค้าและบริการต่างๆ ซึ่งมิจฉาชีพมักใช้ 3 กลโกง หลักๆ ดังนี้
1. โอนเงินแล้วบล็อก: มิจฉาชีพจะสร้างเพจปลอมโพสต์ขายสินค้าทั่วไปหรือที่พักในราคาที่ถูกกว่าปกติ เพื่อดึงดูดความสนใจ แต่เมื่อผู้ซื้อหลงเชื่อโอนเงินชำระค่าสินค้าหรือค่ามัดจำเสร็จสิ้น มิจฉาชีพจะบล็อกช่องทางการติดต่อทันที
2. หลอกขายตั๋วคอนเสิร์ต: มิจฉาชีพจะแฝงตัวเข้ามาในแพลตฟอร์มออนไลน์ (โดยเฉพาะแฮชแท็กซื้อขายในแอปพลิเคชัน X) จากนั้นจะนำภาพ E-Ticket ของจริงมาตัดต่อดัดแปลง เปลี่ยนชื่อผู้ซื้อและเลขที่นั่งเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และนำมามาโพสต์ส่งต่อ พร้อมใช้ข้ออ้างยอดฮิต เช่น “ติดธุระไปไม่ได้” หรือ “เพื่อนฝากขาย” เพื่อเร่งรัดให้เหยื่อรีบโอนเงิน
3. หลอกซื้อของพ่วงทำภารกิจ: มิจฉาชีพจะโพสต์ขายสินค้าในราคาถูกเพื่อล่อลวงเหยื่อ แต่เมื่อเหยื่อสนใจติดต่อซื้อขาย มิจฉาชีพจะดึงเข้ากลุ่มไลน์ โดยอ้างเงื่อนไขว่า “ต้องทำกิจกรรม” หรือ “ทำภารกิจ” เพื่อรับสิทธิ์ จากนั้นจะหลอกให้เหยื่อโอนเงินสำรองล่วงหน้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยอ้างว่าจะได้เงินคืนพร้อมค่าคอมมิชชัน
ดังนั้น ก่อนทำการโอนเงินทุกครั้ง ขอให้ตรวจสอบประวัติผู้ขายและรีวิวให้รอบคอบ หลีกเลี่ยงการซื้อสินค้าหรือบริการในราคาถูกผิดปกติ และควรเลือกซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม E-commerce ที่มีระบบกระเป๋าเงินกลางคุ้มครองผู้บริโภค แทนการทักแชตส่วนตัวเพื่อโอนเงินเข้าบัญชีบุคคลโดยตรง
สำหรับการซื้อตั๋วคอนเสิร์ตหรือบัตรงานต่างๆ ควรซื้อจากผู้จัดงานโดยตรง หรือหากจำเป็นต้องซื้อต่อ ควรตรวจสอบเอกสารยืนยันตัวตนของผู้ขายและนัดรับสินค้าในที่ปลอดภัย นอกจากนี้พึงระลึกไว้เสมอว่า การซื้อของที่ต้องมีการดึงเข้ากลุ่มไลน์และให้โอนเงินล่วงหน้าเพื่อทำภารกิจ ล้วนเป็นกลโกงของมิจฉาชีพ
ทั้งนี้ หากพบเบาะแสหรือได้รับความเสียหาย สามารถแจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลสถิติจังหวัดที่ได้รับแจ้งความมากที่สุด และมูลค่าความเสียหายสูงที่สุด 3 อันดับด้วยกัน ได้แก่
1.กรุงเทพมหานคร มีการแจ้งความไว้ 71 คดี มูลค่าความเสียหาย 15,091,209 บาท
2.สมุทรปราการ มีการแจ้งความไว้ 15 คดี มูลค่าความเสียหาย 2,716,966 บาท
3.พิษณุโลก มีการแจ้งความไว้ 13 คดี มูลค่าความเสียหาย 116,251 บาท
ขณะที่การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงพบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะใน กลุ่มอายุ 21-30 ปี เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่องมานานหลายสัปดาห์ติดต่อกัน และเมื่อจำแนกตามประเภทคดีพบว่า กลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังครองสถิติจำนวนผู้เสียหายสูงสุดใน 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อันดับ 2 คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น และอันดับ 3 คดีหลอกลวงด้านการจ้างงาน
ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคาร จนมีผลการปฏิบัติการต่างๆ สามารถจับกุมขบวนการสแกมเมอร์ ได้ทั้งหมด 4 เคส มีผู้ต้องหาจำนวน 8 ราย เป็นชาวไทย 6 ราย และชาวต่างชาติ (รัสเซีย) 2 ราย พร้อมตรวจยึดเงินสด 5,440,063 บาท

โดยมีเคสจับกุมเครือข่าย “บัญชีม้า-กดเงินสด” ที่น่าสนใจ ดังนี้
เคสที่ 1 กก.สส.ภ.จว.ภูเก็ต ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ Warroom ศูนย์ ACSC กรณีคนร้ายตระเวนกดเงินหน้าตู้ ATM ช่วงวันที่ 4-19 พ.ค.2569 ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้เสียหายจำนวน 4 เคสไอดี จึงทำการสืบสวนเพิ่มเติมจนสามารถจับกุมตัว นายอิเลีย (MR.ILIA) อายุ 26 ปี สัญชาติรัสเซีย ในข้อหาเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน พร้อมตรวจพบของกลางเป็นเงินสด จำนวน 638,700 บาท และของกลางอื่นๆ
จากนั้นนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.วิชิต เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
เคสที่ 2 เป็นเคสต่อเนื่องจากเคสที่ 1 ภ.จว.ภูเก็ต ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ Warroom ศูนย์ ACSC กรณีคนร้ายกดเงินหน้าตู้ ATM ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้เสียหายอีก 1 เคสไอดี ทาง กก.สส.ภ.จว.ภูเก็ต และ ตม.จว.ภูเก็ต จึงได้นำกำลังเข้าตรวจค้นจนพบตัว นายอีกอร์ (MR.EGOR) สัญชาติรัสเซีย พร้อมตรวจพบของกลางเงินสด จำนวน 4,594,420 บาท และเงินสดอลลาร์สหรัฐ 6,271 ดอลลาร์ (ประมาณ 206,943 บาท) รวมทรัพย์สินทั้งสิ้น 4,801,363 บาท ซึ่งเบื้องต้น ตม.จว.ภูเก็ต ได้แจ้งการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร (ตม.83) แก่นายอีกอร์ฯ ให้ทราบดีแล้ว ก่อนนำตัวไปควบคุมที่ ตม.จว.ภูเก็ต เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ขณะเดียวกัน มีการประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที ได้ทั้งหมด 2 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมดจำนวน 15 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 104,555 บาท
โดยมีเคสเข้าช่วยเหลือเหยื่อที่น่าสนใจ ดังนี้
เคสที่ 1 เจ้าหน้าที่ Warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองจันทบุรี เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 54 ปี หลังถูกหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล รวมมูลค่าความเสียหาย 300,000 บาท โดยจากการสอบถามพบว่า ผู้เสียหายไม่ได้รู้จักกับบริษัทที่โอนเงินให้โดยตรง แต่เกิดจากเพื่อนสนิทมาขอยืมเงิน และรับปากว่าจะคืนให้ในวันพรุ่งนี้ ผู้เสียหายจึงตกลงให้ยืมด้วยความเชื่อใจ จากนั้นเพื่อนได้แจ้งให้โอนเงินเข้าบริษัทพร้อมส่งเลขบัญชีดังกล่าวมาให้ ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อและยอมโอนเงินไปตามที่เพื่อนแจ้ง จนกระทั่งทราบว่าถูกหลอกลวงและนำไปสู่การประสานเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือในที่สุด
“การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน
ให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”
