ปราจีนบุรี เบื้องหลัง “หอระฆัง” สะท้อนบาดแผลทางกายและจิตใจของผู้ป่วยโรคร้าย กับบทบาท “อำเภอพึ่งได้” ที่ต้องมากกว่าการเยียวยา
ปราจีนบุรี เบื้องหลัง “หอระฆัง” สะท้อนบาดแผลทางกายและจิตใจของผู้ป่วยโรคร้าย กับบทบาท “อำเภอพึ่งได้” ที่ต้องมากกว่าการเยียวยา
ปราจีนบุรี – ท่ามกลางกระแสสังคมออนไลน์ที่พากันชื่นชมภาพการเข้าช่วยเหลือชายป่วยหนักบนหอระฆังวัดแห่งหนึ่งในอำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เรื่องราวนี้มิได้หยุดอยู่เพียงแค่ภาพความประทับใจในการทำงานเชิงรุก แต่หากมองให้ลึกลงไป… นี่คือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนถึงปัญหา “สภาวะจิตใจของผู้ป่วยโรคร้าย” ความซับซ้อนในการดูแลของครอบครัว และโจทย์หินของหน่วยงานภาครัฐที่ต้องเร่งต่อจิ๊กซอว์ช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
เมื่อเวลา 21.15 น. วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี พบเพจที่ทำการปกครองอำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรีโพสต์ภาพและข้อความ การลงพื้นที่ช่วยเหลือ ชายลักษณะเร่ร่อนมีอาการป่วยคล้ายมีก้อนมะเร็งบริเวณปากและคาง อาศัยนอนรอความช่วยเหลืออยู่บริเวณหอระฆังวัดแห่งหนึ่งในตำบลประจันตคาม เป็นชายวัยประมาณ 50 ปี ในสภาพร่างกายซูบผอมอย่างรุนแรง ถูกพบสัปหงกอยู่บนหอระฆังวัด สิ่งที่สะเทือนใจผู้พบเห็นคือบาดแผลฉกรรจ์ที่ปากซึ่งกัดกินจนเป็นรูทะลุถึงคาง ทำให้เขาไม่สามารถส่งเสียงพูดคุยหรือสื่อสารได้ตามปกติ
ทว่า สิ่งที่น่าอัศจรรย์และน่าเวทนาไปพร้อมกันคือ ชายผู้นี้ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน อ่านออกเขียนได้ ในมุมมองทางจิตวิทยา สภาวะที่ร่างกายกำลังทรุดโทรมจากเนื้อร้าย (มะเร็งที่ปาก) ผนวกกับความทุกข์ทรมานที่ไม่สามารถสื่อสารได้ แต่อารมณ์และความนึกคิดยังรับรู้ได้ครบถ้วน ย่อมส่งผลให้เกิดความเครียด ความโดดเดี่ยว และสภาวะจิตใจที่ดิ่งลงอย่างน่ากลัว การเลือกพาตัวเองมาหลบมุมอยู่ที่หอระฆังวัดในลักษณะ “คนเร่ร่อน” จึงอาจเป็นการตัดสินใจที่เกิดจากความรู้สึกไม่อยากเป็น “ภาระ” หรือความยากลำบากในการเผชิญหน้ากับความจริงของโรคร้าย
จากการตรวจสอบเชิงลึกของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองพบข้อมูลที่พลิกความคาดหมาย ชายคนดังกล่าวไม่ใช่คนไร้บ้านหรือคนพลัดถิ่น แต่มีภูมิลำเนาอยู่ที่ หมู่ 12 ต.หนองแก้ว อ.ประจันตคาม และมีประวัติการรักษาพยาบาลอยู่แล้ว ทั้งยังมีญาติพี่น้องอยู่ในพื้นที่ …
นายไพรัตน์ อินทร์ปัญญา นายอำเภอประจันตคาม ได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่า
“ชายคนดังกล่าวมีบ้านและญาติพี่น้องอยู่ แต่อาการป่วยที่เป็นเนื้อร้ายและมีบาดแผลขนาดใหญ่ อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความไม่สะดวกหรือเกิดอุปสรรคในการดูแลตนเองและการจัดการภายในครอบครัว จนทำให้เขาต้องปลีกตัวมาอาศัยอยู่ที่วัด”
นี่คือภาพสะท้อนว่า ในหลายครอบครัวที่มีผู้ป่วยระยะวิกฤตหรือโรคที่ส่งผลต่อรูปลักษณ์และกลิ่น (เช่น มะเร็งบริเวณใบหน้าและปาก) ญาติมักขาดองค์ความรู้ ระบบสนับสนุน หรือแม้กระทั่งความพร้อมทางจิตใจในการรับมือกับการดูแลที่ยากลำบาก จนกลายเป็นช่องว่างที่ทำให้ผู้ป่วยหลุดออกจากระบบการดูแลของครอบครัว
หลังได้รับแจ้งเหตุจาก นายไพรินทร์ เมืองงิ้วราย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.ประจันตคาม ทางอำเภอประจันตคามได้ขับเคลื่อนกลไกการช่วยเหลือในทันทีแบบไม่รีรอ โดยนายอำเภอได้สั่งการให้ฝ่ายความมั่นคงและสมาชิก อส. ลงพื้นที่นำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลประจันตคามเนื่องจากอาการเริ่มกำเริบหนัก เพื่อให้บาดแผลได้รับการทำความสะอาดและเข้าสู่ระบบการรักษาพยาบาลตามสิทธิ์อย่างเร่งด่วน
นอกจากการรักษาทางกายแล้ว สิ่งสำคัญที่ทางอำเภอเร่งดำเนินการทันทีคือ “การประสานและติดตามญาติ” เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ที่หล่นหาย โดยนายอำเภอเน้นย้ำว่าได้แจ้งให้ญาติรับทราบและให้แนวทางในการร่วมกันดูแล พร้อมทั้งดึงศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตจังหวัดปราจีนบุรี (ศคส.) มาร่วมวางแผนในระยะยาว เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยรายนี้จะไม่หลุดออกจากระบบการรักษาของแพทย์อีก ท่ามกลางความประทับใจของประชาชนชาวออนไลน์ที่ทราบข่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม กรณีนี้โลกออนไลน์สะท้อนภาพ เป็นบทเรียนราคาแพงที่ชี้ให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาสังคมและสาธารณสุขยุคใหม่ ภาครัฐจะรอตั้งรับอยู่ในสำนักงานไม่ได้ แนวคิด “อำเภอพึ่งได้” ของอำเภอประจันตคามในครั้งนี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความไวในการรับมือกับความทุกข์ยากของประชาชนสามารถรักษาชีวิตคนไว้ได้ทันเวลา
อย่างไรก็ตาม โจทย์ระยะยาวคือการเยียวยา “จิตใจ” ทั้งของผู้ป่วยที่ต้องสู้กับโรคร้าย และของญาติพี่น้องที่ต้องแบกรับภาระการดูแล เพื่อให้ “อ้อมกอดของครอบครัว” กลับมาเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและอบอุ่นสำหรับผู้ป่วยรายนี้อย่างยั่งยืนแท้จริง

•มานิตย์ สนับบุญ / ปราจีนบุรี ###
