สีกากีฉาวอีกแล้ว แม่ค้าสาวน้ำตาซึม ถูกตำรวจบุกห้อง ไร้หมายค้น ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายก่อนตบทรัพย์ยึดทอง 8 บาทเงินสด 60,000
วันที่ 3 มิถุนายน 69 ที่สำนักงานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ถ.แจ้งวัฒนะ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ดจ.นนทบุรี น.ส.ชนิภรณ์ อายุ 27 ปี อาชีพแม่ค้าขายเสื้อผ้าทางออนไลน์ นำเอกสารหลักฐานต่างๆเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับนายรณรงค์แก้วเป็นประธานมูลนิธิ ว่าที่ ร.ต.รภัสสิทธิ์ ภัทรสิริชัยสิน รองประธานมูลนิธิหลังตนเอง ถูกเจ้าหนี้ตำรวจชุดสืบสวนจำนวน 8 นายบุกเข้ามาค้นห้องพักในคอนโด โดยไม่มีหมายค้น ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่กลับถูกตำรวจชุดดังกล่าวยึดทรัพย์สิน เป็นเงินสดและทองรูปพรรณนาฬิกาข้อมือ โดยอ้างว่าจะนำไปตรวจสอบ เนื่องจากแฟนของตนเคยถูกจับคดียาเสพติด ทรัพย์สินดังกล่าวอ้างเกี่ยวพันต่อเนื่อง
นางสาวชนิภรณ์ เล่าด้วยเสียงเศร้าว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 68 ช่วงเวลา 10.50 น.ขณะตนนอนพักผ่อนอยู่ในคอนโดบ้านสุขศรีการ ย่านคลองตัน ได้มีชายฉกรรจ์ 8 นาย บุกเข้ามาที่ห้องพร้อมบอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน โดยไม่มีหมายค้นอ้างว่าจะมาหาหลักฐานกรณีแฟนหนุ่มตนเองที่เคยถูกจับกุมคดีเสพติด เมื่อไม่พบสิ่งผิดกฎหมายในห้องแต่ไปพบทรัพย์สินของตนเองคือสร้อยคอทองคำ 5 บาท สร้อยข้อมือ 3 บาท เงินสดจำนวน 60,000 บาท นาฬิกาข้อมือยี่ห้อ Tag Heuer โดยอ้างว่าทรัพย์สินดังกล่าวอาจเกี่ยวพันกับสามีของตนที่เคยถูกจับกุมยาเสพติด ตนพยายามชี้แจงและบอกว่าทรัพย์สินทั้งหมดตนหามาได้จากหยาดเหงื่อแรงกายไม่เกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้น จึงพูดกับตำรวจชุดดังกล่าวว่า “พวกพี่จะปล้นหนูหรอ” แต่ตำรวจชุดดังกล่าวกับตะคอกข่มขู่ตนให้อยู่เฉยๆไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะโดนจับอีกคน
หลังเกิดเหตุตนได้เข้าแจ้งความกับ พนักงานสอบสวน สน.คลองตัน แต่ไม่มีใครรับแจ้งความอ้างว่าตำรวจเขาทำตามหน้าที่ โดยตนทราบมาว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดที่เข้ามาตรวจค้นเป็นตำรวจสืบสวนของโรงพักแห่งนี้จริง หัวหน้าชุดคือ ร.ต.อ.อิทธิกร เกิดผล รองสารวัตรสืบสวน สน.คลองตัน จึงรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม เจ้าหนี้ที่ตำรวจจึงไม่ยอมรับแจ้งความ ทราบแต่ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนส่งของกลางทรัพย์สินของตนเองให้ พ.ต.ท.ภาณุ เขตกลิ่นหอม สารวัตรสอบสวนไปแล้ว เมื่อไปสอบถามก็บอกว่าของกลางทั้งหมดต้องเก็บไว้ตรวจสอบก่อนแถมยังบอกกับตนว่า “สร้อยข้อมือสวยนะอยากได้จังจะให้ช่วยไหม”
ต่อมา ตนเองได้ทำหนังสือและเข้าร้องเรียน ขอความเป็นธรรม ที่สำนักงาน ปปท. โดยมีความเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำการ โดยไม่ชอบจึงส่งเรื่องให้ ปปช. ตรวจสอบ จนกระทั่งต่อมา ทางสำนักงาน ปปส. ได้มีหนังสือ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 69 ให้ตนเองไปรับสร้อยข้อมือทองคำหนัก 3 บาท ที่สำนักงานปปสก่อน โดยมีนางสาวเกตุสุดา หอมสุวรรณ นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการ สำนักงาน ปปส. เป็นคนกลางทำเรื่อง มอบสร้อยข้อมือให้กับตนเอง พอตนรู้และเห็นสร้อยเส้นดังกล่าว ก็ตกใจเพราะไม่ใช่ลายสร้อยข้อมือของตนเอง อีกทั้งยังมีใบเปอร์เซ็นต์ยิงทอง ซึ่งบอกว่าทองดังกล่าวมีเปอร์เซ็นต์แค่ 25% เท่านั้นจึงปฏิเสธที่จะรับ แต่ทางเจ้าหน้าที่บอกว่าให้เซ็นรับไปก่อนหากเป็นทองปลอมเขาจะเป็นพยานในการตรวจรับในครั้งนี้เอง
หลังเกิดเหตุที่ตนไปร้องเรียนหน่วยงาน หลายหน่วยงานทำให้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ของสนคลองตัน โทรมาข่มขู่ให้เลิกร้องเรียนมิเช่นนั้นจะเดือดร้อน ต้นยืนยันว่า ตนมีหลักฐานในการซื้อทองที่ร้านทองเที่ยงธรรมและก่อนจะถูกตำรวจจับกุมทองทั้งหมดตนก็เคยนำไปจำนำที่โรงรับจำนำพัฒนาการ 20 ซึ่งทองทั้งหมดเป็นของจริงไม่ใช่ทองปลอมอย่างแน่นอน ทองทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับสามีของตนเองเลย จนหมดหนทางที่จะเรียกร้องความเป็นธรรมแล้วจึงต้องเดินทางมาร้องเรียนที่มูลนิธิในวันนี้ เพื่อขอให้ทางทนายรณรงค์ช่วยเหลือนำทรัพย์สินที่หาได้จากหยาดเหงื่อแรงกาย กลับคืนมาให้ด้วย
ขณะที่ทนายรณณรงค์กับ ว่าที่ ร.ต.รภัสสิทธิ์ ร่วมกันกล่าวว่า เรื่องนี้ผู้เสียหายที่เดินทางมาร้องเรียนจากการตรวจสอบพบว่ามีหลักฐานที่แน่นหนา ทั้งคลิปเสียงทั้งตั๋วจำนำที่ยืนยันว่าเป็นทองจริง ทั้งกระถางที่ซื้อทองมาจากร้านทอง การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจในครั้งนี้ มองว่าเป็นการฉวยโอกาสตบทรัพย์ผู้เสียหาย โดยเอาคดีที่สามีเคยต้องคดียาเสพติดมาอ้างและตรวจยึดทรัพย์สินไปโดยไร้ความชอบธรรม จะนำผู้เสียหาย เดินทางไปร้องเรียนกับ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล หรือไม่ก็ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 เพื่อเรียกร้องความถูกต้อง และนำทรัพย์สินของผู้เสียหายกลับคืนมา ซึ่งทนายรณรงค์เอง ได้ใช้โทรศัพท์มือถือโทรหา พ.ต.ท.กิตติ ยังมี รองผู้กำกับสอบสวนสน.คลองตัน เพื่อสอบถามเรื่องราวและได้แจ้งกลับมาทางสายว่า ให้ผู้เสียหายเดินทางมาพบกับตนเองได้จะให้ความเป็นธรรม ในเรื่องนี้ เพราะรู้สึกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นตนเองก็เห็นใจ แล้วจะสอบปากคำถึงที่มาที่ไปว่าเป็นมาอย่างไร ยืนยันจะให้ความเป็นธรรม อย่างแน่นอน








