นครปฐม ทนายควงสองหนุ่มละอ่อนร้องสื่อ ขอความเป็นธรรมหลังถูกตัดสินคดีฆ่าหนุ่ม ย้ำขอกล้องเพื่อยันความจริง
ทนายเสือ พาสองหนุ่มร้องสื่อถูกศาลตัดสินว่าฆ่าคนตายทั้งๆ ที่พยายามหาหลักฐานมาแย้ง แต่ก็แทบจะไม่ได้รับความร่วมมือจากสถานีข่าวที่ลงพื้นที่ไปนำเสนอเพราะมีภาพบันทึกเหตุการณ์ตรงนั้นว่าไม่ได้อยู่ในจุดที่มีคนตายตั้งแต่แรกและยังต้องถูกกลุ่มวัยรุ่นที่ไม่รู้จักทำร้ายอาการสาหัสในช่วงเดียวกัน ขณะที่ทนายบอกทราบเรื่องพบความผิดปกติหลายอย่าง ตอนนี้ก็ขออุทธรณ์ ตามสิทธิ์เพราะยังมีหลายเรื่องไม่ชัดเจน วอนสื่อหรือชาวบ้านขอภาพประกอบเพื่อสู้คดีตามที่ยืนยันว่าไม่ได้ทำ ส่วนคดีที่แจ้งว่าถูกพยายามฆ่าคดยังนิ่งที่ สภ.เมืองนครปฐม ไม่ขยับ
วันที่ 22 พฤษภาคม 69 นายเตชวัชร มนูเดชาวัชร (ทนายเสือ) ได้นำนายตูน (นามสมมติ) อายุ 17 ปี และนายเปรม (นามสมมติ) อายุ 17 ปี สองเยาวชนที่ถูกศาลชั้นต้น ตัดสินจำคุกในฐานฆ่าคนตาย ซึ่งแจ้งข้อมูลเบื้องต้นว่า เหตุการณ์เกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 68 เวลาประมาณ 22.30 น. โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มาแจ้งว่าทั้งคู่เป็นผู้ก่อเหตุ ทำให้นายฉันทกร ประมาณ 15 ปีเสียชีวิตในที่เหตุเกิดที่บบริเวณ ถนนมาลัยแมนฝั่งขาเข้าตัวเมืองนครปฐม ม.9 ต.ทัพหลวง อ.เมือง จ.นครปฐม และมีสื่อมวลชนหลายช่องได้นำเสนอเรื่องดังกล่าวว่าเป็นการยกพวกตีกันเพื่อนัดถอนแค้นลวงมาฆ่าชิงรถจักรยานยนต์ โดยมีการนำเสนอข่าวออกไป แต่ตอนนี้พยายามประสานเพื่อขอภาพเหตุการณ์ในช่วงที่มีการนำเสนอข่าวแต่ก็เงียบไม่มีการให้เข้าไปพบที่สำนักงานและภาพวงจรปิดจากพื้นที่แต่ไม่ได้รับมาซึ่งมีคนบอกว่าตำรวจบอกว่าให้ นำสู่หลักฐานที่ยังแน่นพอจึงได้ถูกตัดสินให้มีความผิดกดังกล่าว
โดย นายตูน (นามสมมติ) อายุ 17 ปี บอกว่าวันนี้ต้องการร้องขอสื่อให้ช่วยเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเอง เนื่องจากทั้งตนเองและนายเปรม ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีพยายามฆ่าและฆ่าคนตายไปแล้ว ซึ่งตนเองได้พยายามปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคนลงมือก่อเหตุสังหารนายฉันทกร จนถึงแก่ความตายในคืนดังกล่าว ทั้งยังถูกทำร้ายจากใครก็ไม่รู้จนเจ็บปางตายเช่นกัน แต่จู่ๆตำรวจกลับให้มาเซ็นต์เอกสารจนตกเป็นผู้ต้องหาในคดีทั้งๆ ที่พยายามบอกหลายครั้งว่าไม่ได้เป็นผู้ลงมือทำ
นายตูน (นามสมมติ) อายุ 17 ปี บอกว่า ในวันเกิดเหตุตนเองได้นั่งเล่นอยู่กับเพื่อน แถวๆวัดทุ่งรี ต.ทัพหลวง เวลาช่วงประมาณ 3 ทุ่มเศษ ได้มีคนโทรมาหาใน Messenger ว่าอยู่ที่ไหนและท้าทายให้มาพบกัน ซึ่งตนเองได้โกหกไปว่านอนอยู่ที่บ้านไม่ได้อยู่ข้างนอกแล้วตัดสายไปเพื่อตัดปัญหา ไม่อยากมีเรื่องกับใครและไม่นานก็มีสายโทรหาเพื่อนตนเองที่ Messenger เช่นกัน ซึ่งตนเองได้มานั่งพบกับนายเปรมซึ่งเปิดเป็นอู่ซ่อมรถจักรยานยนต์ ซึ่งคิดว่าใครน่าจะมีเรื่องกันจนจึงได้ปิดไฟและปิดร้านเพื่อจะได้ไม่มีปัญหา ไม่นานก็มีเสียงรถจักรยานยนต์หลายคันรวมกลุ่มกันขี่ผ่านหน้าร้านไป ซึ่งตนเองได้พยายามจะกลับบ้านเพราะเหมือนจะมีเรื่องกันในคืนนั้นแต่ไม่รู้ว่าใครมีกับใคร
นายตูน (นามสมมติ) อายุ 17 ปี เล่าต่อว่า จากนั้นเพื่อนที่อยู่ด้วยได้บอกให้ขับขี่รถจักรยานยนต์ออกไปส่งที่บ้านเพราะกลัวว่าระหว่างทางจะไปเจอกับแก๊งรถจักรยานยนต์หลายคันที่ขับขี่ไป ซึ่งคาดว่าน่าจะมาหาเรื่องใครสักคนจึงได้พากันไปส่ง โดยระหว่างทางกลับนายเปรมได้เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ตนเองเป็นคนซ้อนซ้าย จนมาถึงทางกลับรถที่ถนนใหญ่แถววัดทุ่งรรี ได้มีแก๊งขี่จักรยานยนต์กลุ่มใหญ่ขี่สวนไป ซึ่งเหมือนมีการไล่กวดกันมา ตนเองก็ได้วนรถกลับเพื่อจะมุ่งหน้าออกไปยังออกไปยังอำเภอกำแพงแสน แต่ก็มีรถจักรกยานยนต์สวนมา และคิดว่าเป็นรถชาวบ้านแต่มาถึงตัวเพื่อนที่อยู่ข้างหลังได้ร้องเสียงดังอั๊ก ตนเองหันกลับไปมองอีกครั้ง รถจักรยายนต์ของเพื่อนได้รถล้มลง จากนั้นรถตนเองก็ล้มไปด้วยจนเจ็บหัวไหล่ ส่วน นายเปรม เป็นคนขี่รถจักรยานยนต์นั้นถูกฟันทีหัวลงไปนอนกับพื้นซึ่งตนเองและเพื่อนๆต้องช่วยกันลากและพากลับมาที่อู่ซ่อมรถ ก่อนที่พ่อของนายเปรมเจ้าของอู่รถจะไปโรงพยาบาลซึ่งตนเองไหปลาร้าหัก ส่วนเปรมถูกฟันที่หัวมีบาดแผลฉกรรจ์ อาการสาหัส

” ผมกำลังนอนที่ โรงพยาบาลก็มีตำรวจมาบอกว่าผมและเพื่อนได้ฆ่าคนตายในที่เกิดเหตุซึ่งผมก็ไม่รู้จักว่าเป็นใครซึ่งจากนั้นก็ยังงงว่าทำไมถึงมีคนตายเพราะเราเองก็ถูกทำร้ายมา ซึ่งหลังจากที่ได้ไปคุยกันที่โรงพักตำรวจได้มีการบังคับให้ผมเซ็นเอกสารยอมรับซึ่งผมบอกว่ายังไม่เซ็นเพราะไม่ได้เป็นคนกระทำแต่ทางตำรวจก็ก็ยังบอกให้เซ็นเอกสารไปก่อน จึงต้องยินยอมเซ็นเอกสารไปทั้งๆที่ไม่อยากเซ็นต์ กระทั่งพอไปขึ้นที่ศาลผมและเพื่อนก็ไปที่ศาลพบกับพ่อของคนตายเค้าก็ยังจะวิ่งเข้ามาทำร้ายซึ่งผมและเพื่อนได้พยายามบอกว่าไม่ได้ไม่ได้เป็นคนทำลูกชายเค้าตายเขาก็ไม่เชื่อจนกระทั่งตำรวจต้องมาห้ามสุดท้ายศาลท่านตัดสินว่าผมทั้งสองคนได้กระทำความผิด แต่ผมยืนยันว่าผมจะขอต่อสู้เพราะผมไม่ได้เป็นคนกระทำและไม่ได้รู้จักคนตายมาก่อน” นายตูนบอก
นายเปรม (นามสมมติ) อายุ 17 ปี บอกว่าผมเองก็ไม่รู้จักและไม่ได้ก่อเหตุดังกล่าวแถมยังถูกทำร้ายร่างกายจนเจ็บตัวซึ่งอยากจะออกมาขอความเป็นธรรมโดยเฉพาะผู้สื่อข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์และเจ้าหน้าที่กู้ภัยในวันนั้นหรือชาวบ้านที่มีกล้องวงจรปิดผมอยากจะขอภาพมาแสดงต่อศาลท่านว่าผมไม่ได้ก่อเหตุและไม่ได้อยู่ในวงของการทะเลาะในเหตุการณ์ครั้งนั้นและไม่รู้ว่าเกิดอะไรมีความบาดหมางอะไรกับใครบ้างแต่พอไปขอกล้องจากสถานีข่าวที่นำเสนอข้อมูลเขาก็ไม่ได้ให้เข้าไปพบใครให้แจ้งเรื่องไว้ที่ป้อมยามเท่านั้น สอบถมคนแถวนั้นเพื่อหากล้องมาดูก็ได้มาชุดเดียวซึ่งเวลาก็ไม่ตรงกับเหตุการณ์และผมกับเพื่อนก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้น พอขอกล้องจากชาวบ้านเขาก็บอกไม่มีบ้าง ตำรวจมาบอกว่าไม่ให้บ้าง ซึ่งผมอยากได้ภาพมายืนยันมากเพราะยืนยันว่าไม่ได้ก่อเหตุจริงๆ
ขณะที่ นายเตชวัชร มนูเดชาวัชร (ทนายเสือ) บอกว่าเบื้องต้นศาลได้ตัดสินจำคุกทั้งคู่ 10 ปีแต่มีการลดหย่อนลงมาเหลือหกปีแปดเดือนซึ่งหากถูกจำคุกก็จะต้องไปอยู่ที่สถานพินิจเพราะยังเป็นเยาวชนอยู่เคสนี้ที่เข้ามาช่วยเพราะเห็นมีข้อพิรุธหลายอย่างซึ่งผู้ต้องหาทั้งคู่ก็จะขออุทธรณ์สู้คดีต่อไปตอนนี้เหลือเพียงภาพวงจรปิดที่ปรากฏซึ่งสิ่งที่มีปรากฏในศาลเป็นภาพปรากฏจากสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งภาพก็ยังไม่ชัดเจน กลุ่มแรกที่อยากจะวิงวอนคือกลุ่มกู้ภัยที่มาถึงพื้นที่และมีภาพถ่ายเราก็อยากจะได้และผู้สื่อข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นทราบว่าครอบครัวของทั้งคู่ได้ไปขอภาพจากทางสถานีแต่ก็ไม่ได้ให้ขึ้นไปเจอใครมีเพียงแต่รับเอกสารไว้ที่ป้อมยามเท่านั้น
ทนายเสือ บอกต่อว่าตอนนี้ประจักษ์พยานใหม่ที่พยายามจะนำเข้าไปต่อสู้ก็ทำให้เต็มที่เพราะเนื่องจากยังมีข้อมูลที่รู้สึกสวนทางกันอยู่เช่นลักษณะศพที่หันผิดแปลกไปจากปกติสีเสื้อในการให้การก็ไม่ตรงกัน พยานบุคคลในที่เกิดเหตุก็ยังชี้ไม่ชัดเจนส่วนอาวุธ มีดสามถึงสี่เล่มทราบว่าทางพนักงานสอบสวนก็ยังไม่ได้มีการตรวจลายนิ้วมือมีแต่คำยืนยันว่าจากการสอบปากคำแล้วมีความพ้องกันทั้งคู่จึงตกเป็นจำเลย
“ในส่วนคดีอาญาทางผู้เสียหายก็ต้องเอาพยานหลักฐานที่ดีที่สุดมาแสดงเพื่อที่จะมาแจ้งข้อกล่าวหากับผู้กระทำผิดซึ่งเหมือนกับทางเราก็ต้องหาหลักฐานใหม่ประกอบขึ้นมาให้ศาลท่านเห็นซึ่งตรงนี้ก็ไม่สามารถไปร่วงเก้าในคดีได้ตอนนี้หากได้ภาพวงจรปิดจากจุดต่างๆที่ไล่กล้องได้ในที่เกิดเหตุ แล้วเอาขึ้นมาสู้ในชั้นศาลก็จะพยายามทำให้ถึงเต็มที่จึงขอวอนถึงว่าหากใครมีภาพ ในที่เกิดเหตุช่วงเวลาวันนั้นมาแสดงต่อศาลได้เราก็จะจะขอสู้อย่างเต็มที่ และอีกส่วนคือในส่วนที่ผู้ต้องหาทั้งสองคนได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาไปเรื่องการถูกพยายามฆ่าทราบว่าคดีก็ยังนิ่งอยู่และยังไม่ได้ดำเนินการไปถึงไหนเรื่องนี้อาจจะต้องมีการติดตามอีกครั้งหนึ่ง” ทนายเสือกล่าวปิดท้าย
https://drive.google.com/file/d/1-i6GwH3HhskoxXkHaAJm1qNp292pv-WD/view?usp=share_link
นายปนิทัศน์ มามีสุข น.ส.ปณิดา มามีสุข น.ส.เปมิกา มามีสุข จ.นครปฐม










