วันอาทิตย์, มิถุนายน 21, 2026
Latest:
ในประเทศ

หยุดเผา–ดูแลชีวิต สว.อังกูรฯชง อ.ปากพลี แก้ปัญหาเชิงระบบ ชี้เกษตรกรไม่ได้อยากเผา แต่ไร้ทางเลือก – ฝุ่นนครนายกพุ่งกระทบกรุง

หยุดเผา–ดูแลชีวิต สว.อังกูรฯชง อ.ปากพลี แก้ปัญหาเชิงระบบ ชี้เกษตรกรไม่ได้อยากเผา แต่ไร้ทางเลือก – ฝุ่นนครนายกพุ่งกระทบกรุง

 

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ที่ว่าการอำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก มีการประชุมหารือร่วมระหว่าง พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง สมาชิกวุฒิสภา ฝ่ายปกครอง และนักวิชาการด้านสาธารณสุขในพื้นที่ โดยย้ำชัดว่า การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง หากแต่เป็นเรื่อง “ความอยู่รอดของประชาชน” ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต

 

พล.ต.ต.อังกูรฯ ระบุว่า หากรัฐยังไม่สามารถบริหารจัดการปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตร อย่างเป็นระบบ ปัญหาจะไม่หมดไป เพราะเกษตรกรไม่ได้ต้องการเผา แต่ถูกบีบด้วยต้นทุนการผลิตที่สูง ราคาข้าวตกต่ำ ขณะที่การนำฟางออกจากนาเป็นภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ส่งผลให้ “การเผา” กลายเป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุดภายใต้ข้อจำกัดที่มี

 

ข้อมูลจากที่ประชุมยังสะท้อนข้อเท็จจริงน่ากังวลว่า ร้อยละ 20–25 ของการเผาที่ก่อฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ มีต้นทางจากจังหวัดนครนายก คำถามสำคัญคือ คนในพื้นที่ตระหนักหรือไม่ว่า ปัญหาในท้องถิ่นกำลังลุกลามเป็นวิกฤตระดับประเทศ

 

ขณะเดียวกัน อีกประเด็นเร่งด่วนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ระบบดูแลผู้ติดเตียง โดยฝ่ายสาธารณสุขเปิดเผยว่า เฉพาะอำเภอปากพลีมีผู้ติดเตียงราว 100 ราย แต่ระบบรองรับยังไม่ชัดเจน ทั้งจำนวนเตียง การหมุนเวียน และแผนรับมือกรณีฉุกเฉิน

 

พล.ต.ต.อังกูรฯ เสนอให้จัดตั้ง เตียงสำรองอย่างน้อย 10 เตียง เป็นคลังกลาง มีมาตรฐานด้านความสะอาด ความปลอดภัย และบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ เพื่อป้องกันภาวะขาดแคลนที่อาจนำไปสู่ความหวาดกลัวและความไม่เชื่อมั่นของประชาชน

 

แม้ในพื้นที่จะมีกองทุน ศูนย์อุปกรณ์จากองค์การบริหารส่วนจังหวัด และงบสนับสนุนจาก สปสช. แต่ทุกฝ่ายยอมรับตรงกันว่า “ระบบมีอยู่ แต่ยังไม่ครบ และยังไม่เดินได้จริง”

 

บทสรุปจากการประชุมเห็นพ้องว่า หากรัฐไม่เร่งเติมเต็มช่องว่าง และไม่ดึง พม. ภาคเอกชน และภาคประชาชน เข้ามาร่วมแก้ปัญหาอย่างจริงจัง วิกฤตทั้งฝุ่นควันและการดูแลผู้เปราะบางจะไม่มีวันจบสิ้น แต่หากทำได้สำเร็จ อำเภอปากพลีอาจก้าวจากพื้นที่ปัญหา สู่การเป็นต้นแบบ ให้จังหวัดนครนายก และพื้นที่อื่นทั่วประเทศในการจัดการปัญหาเชิงระ

บบอย่างยั่งยืน