ตำรวจทางหลวงจับปืนไม่มีทะเบียน
ตำรวจทางหลวงจับปืนไม่มีทะเบียน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง(บก.ทล.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ทล. , พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล. , พ.ต.ท.นโรตม์ ยุวบูรณ์ รอง ผกก.2 บก.ทล. , พ.ต.ท.กฤตย์ ธีรเวศย์สุวรรณ รอง ผกก.2 บก.ทล. , พ.ต.ต.โจ เสาร์ประโคน สว.ส.ทล.6 กก.2 บก.ทล. โดยสั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย หน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวงท่ามะกา ร.ต.อ.อำนาจ สีนวล รอง สว.ส.ทล.6.กก.2.บก.ทล. , ร่วมกันจับกุม 1. นายวิชาญ ฯ อายุ 39 ปี อาศัยอยู่ใน หมู่ 10 ต.โคกแย้ อ.หนองแค จ.สระบุรี พร้อมตรวจยึดของกลาง ดังนี้ 1. อาวุธปืนสั้น ชนิด ไทยประดิษฐ์ ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก ( ไม่มีหมายเลขทะเบียนปืน ) 2. ซองปืนแบบพกใน ชนิดหนัง สีดำ จำนวน 1 ซอง 3. เครื่องกระสุนปืน ขนาด .38 จำนวน 1 ลูก ( บรรจุอยู่ในรังเพลิง ) 4. เครื่องกระสุนปืน ขนาด .38 จำนวน 3 ลูก 5. เครื่องกระสุนปืนลูกซอง ขนาดเบอร์ 12 จำนวน 1 ลูก สถานที่จับกุม ทางหลวงหมายเลข 3081 กม.4-5 ม.6 ต.ตะคร้ำเอน อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ต่อเนื่องบริเวณสระน้ำหน้าสุสานมูลนิธิตระกูลเล้าแห่งประเทศไทย ต.ตะคร้ำเอน อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้ขับรถวิทยุตรวจการณ์คันหมายเลข 2613 ออกตรวจการณ์ในเขตรับผิดชอบ ขณะปฏิบัติหน้าที่ได้พบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ สีเขียว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ขับขี่อยู่บริเวณทางหลวงหมายเลข 3081 กม.4-5 ม.6 ต.ตะคร้ำเอน อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ให้สัญญาณจราจรเรียกเพื่อตรวจสอบ เมื่อผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์คันดังกล่าว พบเห็นรถวิทยุตรวจการณ์ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ขับขี่จึงได้พยายามเร่งเครื่องยนต์ เพื่อหลบหนีการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ขับขี่รถวิทยุตรวจการณ์ติดตามไปอย่างกระชั้นชิด เมื่อถึงบริเวณหน้าทางเข้าสุสานมูลนิธิตระกูลเล้า แห่งประเทศไทย ต.ตะคร้ำเอน อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์คันดังกล่าว ได้จอดรถและวิ่งหลบหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้วิ่งไล่ตามผู้ขับขี่ไปอย่างกระชั้นชิด เมื่อถึงบริเวณลานกว้างหน้าสุสานมูลนิธิตระกูลเล้าแห่งประเทศไทยฯ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่วิ่งหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้โยนสิ่งของทิ้งบริเวณสระน้ำหน้าสุสานมูลนิธิตระกูลเล้าแห่งประเทศไทยฯ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงสามารถควบคุมตัวบุคคลดังกล่าวที่วิ่งหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้ได้ จึงแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ แสดงเจตนาเพื่อขอทำการตรวจค้นตัว ปรากฏว่าบุคคลดังกล่าวที่วิ่งหลบหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจคือนายวิชาญฯ โดยนายวิชาญฯ รับทราบและยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้น ก่อนการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้แสดงความบริสุทธิ์ให้ดูจนเป็นที่พอใจ ผลการตรวจค้นตัวนายวิชาญฯ ปรากฏว่าพบ เครื่องกระสุนปืน ขนาด .38 จำนวน 3 ลูก ( พบอยู่ภายในถุงผ้าสีขาว ) และเครื่องกระสุนปืนลูกซอง ขนาดเบอร์ 12 จำนวน 1 ลูก ( พบอยู่ภายในถุงผ้าสีขาว ) เป็นของกลางลำดับที่ 4-5 ซุกซ่อนภายในกระเป๋าสะพายข้างสีดำ ที่นายวิชาญฯ สะพายอยู่ที่ตัว ขณะวิ่งหลบหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้เดินตรวจสอบ/ตรวจค้น บริเวณสระน้ำหน้าสุสานมูลนิธิตระกูลเล้าแห่งประเทศไทย ต.ตะคร้ำเอน อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ผลการตรวจค้นบริเวณสระน้ำปรากฎว่าพบ อาวุธปืนสั้น ชนิด ไทยประดิษฐ์ ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก ( ไม่มีหมายเลขทะเบียนปืน ) , ซองปืนแบบพกใน ชนิดหนัง สีดำ จำนวน 1 ซองและเครื่องกระสุนปืน ขนาด .38 จำนวน 1 ลูก ( บรรจุอยู่ในรังเพลิง ) เป็นของกลางลำดับที่ 1-3 จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม จึงได้สอบถามนายวิชาญฯ โดยนายวิชาญฯ รับว่าอาวุธปืนดังกล่าว พร้อมด้วยของกลางดังกล่าวทั้งหมดนั้น อยู่ในความครอบของตนเองจริง โดยนายวิชาญฯ ให้การว่า อาวุธปืนพร้อมด้วยเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวนั้น ตนใช้ไว้เพื่อเฝ้าไร่ ที่ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี และมาถูกจับกุมที่ ต.ตะคร้ำเอน อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ( 28 สิงหาคม 2567 ) และนายวิชาญฯ ไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน แบบ ป.4 แต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม จึงได้แจ้งให้นายวิชาญฯ ทราบว่าจะต้องถูกจับกุมดำเนินคดีในฐานความผิดฐาน “ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน , พาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว โดยไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ” พร้อมแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้ทราบ จึงได้ควบคุมตัวนายวิชาญฯ พร้อมด้วยของกลางมาจัดทำบันทึกจับกุมที่ สภ.ท่าเรือ จากนั้นนำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.ท่าเรือ เพื่อดำเนินการ ตามกฎหมายต่อไป และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ตรวจสอบประวัติของนายวิชาญฯ ผ่านระบบ CRIMES ONLINE ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบประวัติเคยถูกดำเนินคดีอาญา 4 คดี ในฐานความผิด “ตัวการในข้อหาเสพยาเสพติดฯ , ร่วมกันในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นฯ , พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับสารระเหย , ชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายฯ” และได้ตรวจสอบหมายจับ ปรากฎว่านายวิชาญฯ เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา ที่ จ.234/2565 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2565 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ” เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม จึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พระนครศรีอยุธยา ที่รับผิดชอบหมายจับดังกล่าว ทราบถึงการจับกุมตัวนายวิชาญฯ แล้ว เพื่อจะได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป จึงได้ควบคุมตัวผู้ถูกจับกุม พร้อมด้วยของกลาง มาจัดทำบันทึกจับกุม จากนั้นนำตัวผู้ถูกจับกุมส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา และรับว่าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าว อยู่ในความครอบครอง ของผู้ต้องหาจริง เตือนภัย การครอบครองอาวุธปืนนั้น ต้องมีการขออนุญาตต่อนายทะเบียนให้ถูกต้อง และการพกพาอาวุธปืนไปในมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนนั้น มีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ




