ปทุมธานี ไตรรงค์ จเรตำรวจรุดสอบคดี 8 ตำรวจอุ้มผัวเมียรีดทอง 2 บาท
กรณีที่นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเขตสายไหมต้องรอด ได้พาสองผัวเมียและลูกสาวผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ธัญบุรี ว่าถูกกลุ่มชายฉกรรจ์แต่งตัวคล้ายตำรวจขับรถตู้ตราโล่และรถยนต์ส่วนตัวอีก 1 คันนำหมายค้นเข้าไปตรวจค้นที่บ้านผู้เสียหายที่เปิดโต๊ะสนุ้กเกอร์ ย่านคลอง 13 พร้อมกับอุ้ม 2 ผัวเมียมารีดเงิน 2 แสนบาทกล่าวหาว่า มีความผิดฐานปล่อยเงินกู้และขู่จนต้องให้สร้อยคอทองคำหนัก 2 บาทไปแทนแล้วถูกปล่อยตัวมาตามที่ผู้เสียหายมาแจ้งความที่ สภ.ธัญบุรี เมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมาและล่าสุด พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยจะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่ายนั่น
ล่าสุดเมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 30 มีนาคม 2569 ที่ ห้องประชุม สภ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.กิตติ์ธเนศ ธนนันท์ทวีสิน รอง ผบช.ตชด.ช่วยราชการภาค1 ได้เดินทางมาติดตามความคืบหน้าในกรณีดังกล่าว โดยมี พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี พ.ต.อ.ตระกูล เกียวประเสริฐ รอง ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี พ.ต.อ.หฤษฎ์ คำจุมพล ผกก.สืบสวน ภ.จว.ปทุมธานี พ.ต.อ.จรินทร์ อธิบธานนท์ ผกก.สภ.ธัญบุรี และคณะกรรมการสอบสวนวินัยตำรวจ เข้าประชุม โดยมีนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด และนางสาวยุวดี อรุ อายุ 29 ปี ผู้เสียหายมาให้การเพิ่มเติมกับรองจเรตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการสอบสวน
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่าเรื่องนี้ท่าน ผบ.ตร.ให้ความสนใจและได้สั่งการกำชับมาให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายและพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง โดยทางผู้บัญชาการภูธรภาค 1 ก็ได้ส่งรองผู้บัญชาการที่รับผิดชอบมาด้วยตนเองมาร่วมตรวจสอบในวันนี้และยืนยันร่วมกับท่านผู้การฯ เมื่อตอนต้นว่ามีข้อมูลพอสมควรซึ่งคงจะนำไปสู่การดำเนินการทั้งทางอาญาและทางวินัยโดยเร็ว ขอให้มั่นใจให้ผู้เสียหายมั่นใจ ได้มาแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประพฤติไม่ถูกต้อง ตามที่ทางผู้กล่าวหาได้กล่าวหาว่า มีการขู่กรรโชกและเอาทองไป ตรงนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจภายใต้การบังคับบัญชาของผู้การ พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี สอบสวนมีความคืบหน้าแต่ขออนุญาตอยู่ในสำนวนการสอบสวน แต่เรียนว่ามีทั้งประจักษ์พยานที่เดี๋ยวต้องทำการสอบและพยานอิเล็กทรอนิกส์ที่พอสันนิษฐานได้หรือเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องได้ในระดับหนึ่ง ส่วนการดำเนินการ ขอให้ความมั่นใจว่าถึงเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำความผิด เรียนเสมอว่า ทุกคดีที่ตำรวจกระทำความผิด คนที่ไปจับก็คือตำรวจเหมือนกันก็ขอให้มั่นใจ
ถามมีพยานหลักฐานทั้งประจักษ์พยานและพยานอิเล็กทรอนิกส์เพียงพอที่จะดำเนินคดี ยืนยันว่าหากตำรวจทำผิดจะเป็นคนจับกุมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน
ด้านผู้การปทุมฯ กล่าวว่า ต้องรอการสอบปากคำอย่างละเอียดก่อน อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 157 หากพยานหลักฐานเพียงพอ รวมถึงอาจมีความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ร่วมด้วยในประเด็นที่มีผู้เกี่ยวข้องหลายคน
ผู้สื่อข่าวถามว่า เข้าข่ายความผิดฐานปล้นหรือไม่ รองจเรตำรวจฯ กล่าวว่า ไม่น่าจะใช่ แต่มีลักษณะเป็นความผิดของเจ้าพนักงานฐาน กรรโชกทรัพย์ และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทั้งนี้ยังต้องรอผลการสอบสวนเพื่อความชัดเจน
สำหรับตัวผู้เกี่ยวข้องทั้ง 8 คน ขณะนี้ถูกคุมตัวอยู่ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด หากมีการแจ้งข้อกล่าวหาก็จะต้องเชิญตัวมาดำเนินการตามขั้นตอนที่พื้นที่ธัญบุรี ยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา โดยมีผู้บังคับบัญชาลงมากำกับดูแลด้วยตนเอง เพื่อสร้างความมั่นใจเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม
ผู้การเรย์ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนและชุดสืบสวนจะดำเนินการสอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติม เนื่องจากคำให้การครั้งแรกอาจยังไม่มีรายละเอียดลึกซึ้งเพียงพอ เจ้าหน้าที่เชื่อว่าผู้เสียหายมีความมั่นใจและพร้อมให้ข้อมูลโดยละเอียดรวมถึงการชี้ตัวหรือระบุตัวผู้กระทำความผิดที่ถูกกล่าวหา เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานและสอบคำให้การเสร็จสิ้นจะเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนในการพิจารณาเรียกตัวผู้ถูกกล่าวหามาพบเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ไล่ออกหรือให้ออกสามารถดำเนินการได้เลยโดยไม่ต้องรอผลคดีอาญาใช่หรือไม่
รองจเรตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า หากพิจารณาแล้วเห็นว่ามีมูลและเข้าข่ายตามพระราชบัญญัติตำรวจอีกทั้งการให้ข้าราชการตำรวจผู้นั้นรับราชการต่อไปอาจก่อให้เกิดความเสียหายผู้บังคับบัญชามีอำนาจพิจารณาดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องรอผลคดีอาญา

ผู้สื่อข่าวถามเพื่อความสมดุลว่า ประเด็นบัญชีหรือสมุดเงินกู้ของผู้เสียหายตำรวจให้ความสำคัญตรวจสอบด้วยหรือไม่
รองจเรตำรวจฯ กล่าวว่า ได้สอบถามในประเด็นนี้แล้วและได้ฝากท่านผู้การพิจารณา เนื่องจากต้องแยกส่วนของการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สืบสวน โดยก่อนเกิดเหตุกรรโชกทรัพย์มีการนำพยานหลักฐานไปขอหมายค้นต่อศาล แสดงว่ามีพยานหลักฐานในระดับหนึ่งจนศาลอนุมัติหมายค้น แต่เมื่อมีการตรวจค้นแล้วกลับไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย จนนำไปสู่ข้อกล่าวหาว่าได้นำตัวผู้เสียหายไปยังที่ทำการของฝ่ายสืบสวนและมีการเรียกทรัพย์สิน เงินทอง จนเกิดการส่งมอบสร้อยคอทองคำตามที่ปรากฏเป็นข่าว ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ธัญบุรี และคณะกรรมการสืบสวน ข้อเท็จจริงและนัดให้ผู้เสียหายให้การเพิ่มเติมและชี้ยืนยันภาพบุคคลที่ก่อเหตุและกล่าวโทษในความผิดที่เกี่ยวข้องซึ่งได้สรุปฐานความผิดที่เกี่ยวข้องไว้ดังนี้
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148-“ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำดุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท หรือประหารชีวิต”
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 – “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาลเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท หรือประหารชีวิต”
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 – “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่ง ผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ”
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 310 – “ผู้ใดหน่วงเหนี่ยว กักขัง หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายหากกระทำเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตายหรือรับอันตรายสาหัส ต้องรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 290 หรือ 297-298”
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 310 ทวิ – “ผู้ใดหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และให้ผู้อื่นนั้นกระทำการใดให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท”
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 337 – “ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เช็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือของบุคคลที่สาม จน ผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกรรโชกต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
ถ้าความผิดฐานกรรโชกได้กระทำโดย
(1) ขู่ว่าจะฆ่า ขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายให้ผู้ถูกข่มขืนใจ หรือผู้อื่นให้ได้รับอันตรายสาหัส หรือขู่ว่าจะทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่ทรัพย์ของผู้ถูก
ข่มขืนใจหรือผู้อื่น หรื
อ
(2) มีอาวุธติดตัวมาขู่เข็ญ”








